[fic] fall in love (shinya x keita) ,,ch.6

posted on 20 Nov 2011 02:23 by kimito

x Titile: fall in love

x Author: TANIkhim (nami, shinken)

x Fandom: Lead

x Pairing: T. Shinya x F. Keita

x Summary: shinya crushes on someone he met at the coffee shop :)

x A/N: my inspiration is from Lead's song "Fall in love", i love this song so i wrote the fic

 

 

 

Chapter six;

 


 

ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นก็ลืมไปได้ไม่ได้เลย

ทำไมได้เลย....

 

 

 

หลังจากที่บอกออกไปแล้ว ชินยะก็นิ่งเงียบ รอให้อีกคนพูดอะไรออกมาบ้าง แต่อีกคนก็ยังคงเงียบอยู่อย่างนั้น ทั้งสองคนยืนเงียบมาแบบนี้เกินกว่าห้านาทีแล้ว

 

 

ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยรู้สึกว่าเวลามันเดินช้าขนาดนี้

ไม่เคยรู้สึกว่าถนนที่เดินมันเงียบขนาดนี้

ไม่เคยรู้สึกเกลียดความเงียบมากขนาดนี้มาก่อน

 

 

“ตกใจหมดเลย” คำแรกที่ฟุรุยะพูดออกมา หลังจากเงียบไปนาน ทำให้ชินยะที่กำลังรอคอยอยู่แทบสติแตก

 

“ผมไม่เคยเจอใคร ขอคบด้วยด้วยคำพูดแบบนี้มาก่อนเลยแฮะ”

 

“งะ งั้นเหรอ ฉันคงพูดมากไปสินะ ฮะๆๆ” ชินยะหัวเราะแห้งๆ ในตอนนี้ความกล้าที่บอกว่าให้อีกคนทั้งหมดน่ะ ให้ไปหมดแล้วจริงๆ ตัวเขาตอนนี้แค่มองหน้ายังไม่กล้าเลย

 

“อือ ก็จริงนะ แต่ว่าเรื่องที่ว่าพูดเยอะหรือพูดน้อย ไม่ได้เกี่ยวกับความรู้สึกของผมสินะ” ฟุรุยะ มองสบตา ยิ้มให้เขาด้วยรอยยิ้มที่มักจะเห็นได้บ่อยๆ

 

“ผมน่ะเป็นคนเอาแต่ใจนะ ไม่จริงจังอะไร ทำอะไรเรื่อยเปื่อย คนแบบนี้ยังไงก็เชื่อถือไม่ได้ ยังอยากจะแบ่งหัวใจให้ผมอีกเหรอ”

 

“ฉันน่ะไม่รู้จักด้านนั้นของนายสักนิด แค่คำพูดน่ะ เปลี่ยนใจฉันไม่ได้หรอก” ชินยะไม่พูดเปล่า แต่ยื่นมือออกไปพร้อมกับรอยยิ้ม

 

“กล้าไหม?” ชินยะถาม มือที่แบออกรออีกคนมาจับไว้ ยังคงอยู่อย่างนั้น สายตาประสานกัน ไม่รู้สึกถึงใครอื่น ชินยะสนใจเพียงคนตรงหน้าเท่านั้น

 

“ผมไม่ชอบเวลาคนท้าเลย ให้ตายเถอะ” แล้วชินยะก็ต้องยิ้มกว้าง เมื่อมือเรียวของอีกคนวางลงบนมือเขาเบาๆ

 

“ผมจะแบ่งให้สัก 10% ก็แล้วกันนะ” ฟุรุยะหันมาบอกก่อนจะหัวเราะชอบใจ

 

“อะไรกัน แค่นั้นเองเหรอ มากกว่านั้นไม่ได้เหรอ”

 

“ไม่ได้”

 

“งกจัง”

 

“แล้วจะเอาไหม”

 

“เอาสิ” ชินยะทำหน้าตกใจ รีบตอบทันที ทำเอาคนที่เดินอยู่ข้างๆหัวเราะจนตัวสั่น

 

 

 

“ผมเนี่ยใจง่ายจังเลยเนอะ คบกับคนที่เพิ่งรู้จักแค่ไม่กี่วันง่ายๆขนาดนี้” อยู่ๆเคตะก็พูดขึ้นมาหลังจากทั้งสองคนถึงหน้าบ้านฟุรุยะแล้ว

 

“เปล่านะ แบบนี้เขาเรียกใจดี” ชินยะยิ้ม ตั้งแต่เดินมาเขายังหุบยิ้มไม่ได้เลย

 

“ปากหวานนะครับเนี่ย” ฟุรุยะมองเขาอย่างล้อๆ

 

“เหรอ ไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนแบบนั้นนะเนี่ย”

 

“ผมน่ะ คิดว่าทานิอุจิคนพี่เองก็เป็นคนที่น่าสนใจนะ บางครั้งก็เท่ บางครั้งก็ตลก บางครั้งก็น่ารัก แล้วก็ดูอบอุ่น พอคิดว่าถ้าลองคบกับคนแบบนี้ดูก็คงไม่เป็นไร ผมก็เลยลองเสี่ยงสักครั้ง” พูดจบฟุรุยะก็เอามือมาทาบตรงหัวใจเขา ชินยะใจเต้นแรงเสียจนปวดไปหมด หูเหมือนจะไม่ได้ยินเสียงอื่น สายตาดูเหมือนจะไม่เห็นอย่างอื่นนอกจากคนตรงหน้า ตัวก็ร้อนยิ่งกว่าเป็นไข้ครั้งล่าสุด

 

“ผมฝากไว้ด้วยล่ะ ยังไงก็ดูแลดีๆหน่อยนะ”

 

“ราตรีสวัสดิ์ครับ เจอกัน” ฟุรุยะพูดเพียงเท่านั้น ก็หันหลังเข้าบ้านไปเลย ชินยะทันได้เห็นหน้าแดงจัดของอีกคนเพียงแค่เสี้ยววินาที แต่นั่นคุ้มค่ายิ่งกว่าสิ่งใด เขายิ้มให้กับตัวเอง รู้สึกหัวใจอ่อนเปลี้ย ปวดหนึบไปหมด ถึงตอนนี้ก็ยังไม่หาย  ชินยะตบหน้าตัวเองแรงๆ

 

 

“เจ็บ....”

 

 

 

 

 

 

 

“หาาา” เคตะดึงโทรศัพท์ออกห่างจากหูแทบไม่ทันเมื่อได้ยินเสียงอากิระกรอกมาตามสาย ลอบถอนหายใจเบาๆ เขาจินตนาการออกเลยว่าอากิระกำลังทำหน้าแบบไหนอยู่

 

“พูดเบาๆก็ได้ หูจะแตกอยู่แล้ว”

 

“นายบอกว่า คบกับนายคนนั้นแล้วอะนะ ฉันไม่ได้หูฝาดใช่ไหม” อากิระไม่ได้ลดระดับเสียงลงเลย

 

“อือ นายคนนั้นที่นายว่าเป็นรุ่นพี่นะ”

 

“ช่างหัวมันสิ นายแน่ใจเหรอ” เคตะถอนหายใจเบาๆ คำพูดแบบนี้ ไม่ใช่ว่าเขาจะโดนโกรธไปด้วยหรอกนะ

 

“อือ ก็นะ ตอบตกลงไปแล้วนี่นา”

 

“อย่าพูดเหมือนกับว่านายตกลงไปเที่ยวอะไรแบบนั้นสิ นายน่ะตกลงคบกับเขานะ เป็นแฟนน่ะ เข้าใจคำนี้ไหมเนี่ย” 

 

“อือ เข้าใจสิ”

 

“แฟนต้องทำอะไรบ้าง นายรู้ใช่ไหมเนี่ย ทำแบบนั้นแบบนี้ด้วยนะโว้ย”  

 

“ทำแบบนั้นแบบนี้อะไรของนาย นายจะคิดมากไปแล้วนะ” เคตะขนมวดคิ้ว พลิกตัวไปเอาตุ๊กตาลิงสีน้ำตาลอ่อนที่อากิระให้เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อปีก่อนมากอดไว้

 

“นายน่ะคิดน้อยไปต่างหาก ถ้าหมอนั่นหวังฟันนายจะทำไง” 

 

“ก็คงเป็นแบบนั้นแหละ”

 

“ว่าไงนะ!!” แล้วเคตะก็ต้องหัวเราะ ที่ตอบไปเมื่อครู่เพื่อต้องการจะแกล้ง แต่ดูเหมือนอากิระจะคิดจริงจัง

 

“ล้อเล่นน่า ฉันว่าเลิกพูดเรื่องฉันแล้วไปพูดเรื่องรุ่นพี่นาคาโดอิดีกว่าไหม ทำไมถึงไปส่งนายอีกแล้วล่ะ”

 

“อย่ามาเปลี่ยนเรื่องสิ” 

 

“นายนั่นแหละอย่าเปลี่ยนเรื่อง”

 

“ก็ไม่ได้มีอะไรนี่ แค่พี่ข้างบ้านสมัยเด็กๆ” อากิระพูดเสียงห้วนๆ แต่เคตะคิดว่าอากิระคงกำลังเขิน

 

“เหรออออ แต่ฉันว่ารุ่นพี่เค้าดูค่อนข้างจะตื่นเต้นนะเวลาเจอนาย” เคตะพูดตามที่สังเกตเห็นได้ รุ่นพี่นาคาโดอิปกติดูเป็นคนมั่นใจในตัวเองมาก แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เวลาที่คุยกับอากิระจะดูตื่นเต้นแปลกๆ

 

“จะไปรู้เหรอ”  

 

“นายเนี่ยพูดน้อยจริงนะ พอพูดเรื่องรุ่นพี่เนี่ย”

 

“ฉันก็ปกติดีนี่ จะยังไงก็เถอะ ถ้าหมอนั่นทำนายเสียใจล่ะก็ ฉันจะฆ่ามัน” อากิระพูดเสียงโหด เคตะได้แต่ยิ้มกับอาการหวงเพื่อนออกหน้าออกตาของอากิระ

 

“โอเคๆ ถ้าเขามีอะไรไม่ดี ฉันจะรีบมาฟ้องนายเลยดีไหม” เคตะหัวเราะเพราะคิดว่าอากิระคงกำลังทำหน้าบึ้ง

 

“ดี ดีมากด้วย!! เฮ้ย อะไรน่ะ แปปนะ”  

 

“อากิระ ไปอาบน้ำดีกว่านะ ดึกแล้ว” เสียงจากปลายสายทำให้เคตะต้องเลิกคิ้วอย่างสงสัย เพราะเสียงที่ได้ยินนั้นเป็นเสียงที่คุ้นเคย

 

“อากิระนายอยู่กับรุ่นพี่นาคาโดอิเหรอ”

 

“หา? เปล่าสักหน่อย”

 

“แต่เมื่อกี้ฉันได้ยินเสียงนี่” เคตะรีบบอกทันที ถ้าจำไม่ผิด เสียงนั้นต้องเป็นเสียงรุ่นพี่นาคาโดอิแน่ๆ

 

“อ้ะ แม่ใช้ไปล้างจาน แค่นี้ก่อนนะ บ๊ายบาย” อากิระไม่ตอบคำถาม แต่เลี่ยงตัดสายไปอย่างทันที ทำให้เคตะยิ่งงงหนัก

 

 

“อยู่ด้วยกันชัดๆ” เคตะมองโทรศัพท์ด้วยสายตาสงสัยราวกับจะส่งผ่านไปถึงคนที่คุยด้วยเมื่อครู่ แต่จ้องไปสักพักโทรศัพท์ก็สั่นบอกว่ามีข้อความเข้า พอเห็นว่ามาจากใครเขาก็รู้สึกแปลกๆทันที

 

 

 

นอนไม่หลับเลยล่ะ เป็นเหมือนกันไหม

ยังไงก็...ไว้เจอกันนะ (>L<)b

 

ยังเป็นคนที่ชอบส่งข้อความมาแบบสั้นๆเหมือนเดิม เคตะอ่านแล้วก็ยิ้ม ทิ้งตัวลงนอนแล้วก็รู้สึกแปลกๆ ตัวเขาเองเป็นคนที่อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ค่อยจะคิดอะไรนัก คนที่คิดอะไรแบบนั้นก็จะเป็นอากิระเสียมากกว่า สำหรับเคตะคนที่คุยด้วยแล้วสนุกก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้รู้สึกดีด้วย เพียงพอแล้วที่จะทำให้สะดวกใจที่จะคุย หลายๆอย่างที่ทำลงไปก็คงจะเรียกได้ว่าให้ความหวัง แต่ความจริงแล้วก็แค่ทำไปแบบนั้น แค่อยากทำแบบนั้น ไม่ได้คิดอะไร

 

 

ไม่ได้คิดว่าจะยิ่งทำให้เขาชอบ

ไม่คิดว่าจะยิ่งทำให้เขาหวั่นไหว

 

 

เคตะก็คือเคตะ ที่ตอบตกลงไปแบบนั้น ตัวเขาเองก็กลัวว่าจะทำให้อีกคนผิดหวังเหมือนกัน ความรู้สึกแค่ขั่วครู่ที่ว่า “คงไม่เสียหายอะไรมั้ง” อาจจะทำให้อีกฝ่ายผิดหวังก็ได้ สำหรับเคตะก็ยังหาคำตอบไม่เจอว่าความรักที่ดีนั้นควรเป็นแบบไหน เพราะไม่ใช่คนที่จะมาคิดอะไรแบบนี้  คิดว่าแค่ทำตามที่อยากทำเหมือนที่ผ่านๆมาก็พอแล้ว

 

 

แต่ก็คงต้องใส่ใจกับความรู้สึกของคนอื่นให้มากกว่านี้ล่ะมั้ง...

จะเอาแต่ทำตามใจตัวเองมากเกินไปไม่ได้แล้ว....

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฟุกุโอกะ

 

 

“ผมไม่ไป เรียนที่ไหนก็เหมือนกันหมดแหละ” เสียงเข้มๆของลูกชายบ้านทาจิบานะพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ

 

“จะอะไรนักหนา ก็แค่ไปเรียนที่อเมริกา ลูกรู้ไหมว่าใครๆก็อยากไป” คนเป็นพ่อก็ย่อมอยากให้ลูกชายตัวเองไปพบเจอในสิ่งที่ดีกว่า

 

“คำตอบคือไม่ครับ” คำพูดหนักแน่นนั้นเหมือนจะบอกเป็นนัยถึงจุดสิ้นสุดของปัญหานี้

 

“แล้วถ้าเรียวเฮก็ไปล่ะ”

 

“หา?”

 

“เรียวเฮ เขาก็จะไปเรียนต่อที่นั่น” เคตะหรี่ตามองพ่อตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อ

 

“พ่อรู้ได้ไง เรียวไม่เห็นบอกอะไรผมเลย”

 

“ก็นายไม่ถามนิ” เคตะหันควับไปตามเสียง ก็เห็นจิบะ เรียวเฮ ยืนยิ้มอยู่ไม่ไกล

 

“มาอยู่นี่ได้ไง แบบนี้มันรุมกันนี่” เคตะนิ่วหน้าทันที เห็นคนรักยิ้มเหมือนจะขำเขาก็ยิ่งทำหน้าบูด เรียวเฮ เป็นเพื่อนของพี่แล้วยังทำงานในบริษัทของพ่อ ทำให้สนิทกับคนในบ้านเหมือนกับเป็นญาติ เคตะรู้จักเรียวเฮเมื่อปีที่แล้ว และเพราะแบบนั้นแหละ เขาถึงไม่ได้มองใครอีก

 

“ว่าไง จะลองคิดใหม่ไหม?” เสียงที่เหมือนจะเย้ยๆนิดๆของพ่อทำเอาเคตะหน้าบึ้ง เขาเกลียดความรู้สึกพ่ายแพ้แบบนี้ที่สุด

 

“ขอคิดก่อน ยังไงก็ไม่ต้องรีบนี่ ผมยังเพิ่งอยู่ปีสองเองนะ อีกตั้งปีกว่า” พูดไปก็ยักไหล่ไป ใครจะว่ายังไงก็ช่างเถอะ เขาเป็นพวกติดบ้าน ไม่ชอบไปไหนไกลๆ

 

“ข้อเสนอนี้ ยอมรับได้ จะให้เวลาคิดจนถึงเทอมหน้าแล้วกัน ระหว่างนี้เรียวเฮก็คงทำเรื่องเรียนต่อไปก่อน แล้วแกก็กลับไปเรียนได้แล้ว”

 

“อุตส่ามาถึงนี่ จะไล่กลับเร็วไปหน่อยม้าง” เคตะหัวเสียไม่ใช่น้อย ก่อนหน้านี้เรียกเขากลับบ้านเพื่อมาเถียงเรื่องไร้สาระกันแบบไม่จบไม่สิ้น แล้วมันก็จบลงง่ายๆแค่นี้....รู้งี้ไม่กลับมายังดีเสียกว่า

 

 

ไหนๆเรียวเองก็มาด้วย ถือว่าหยุดยาว ขอเที่ยวให้คุ้มหน่อยเถอะ....

จะให้อยู่ด้วยจนหายคิดถึงเลย..

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ช่วงนี้อ้วนขึ้นหรือเปล่าวะ” เคตะทักขึ้นทันทีที่ชินยะเดินเข้าห้อง เขาเพิ่งกลับมาเรียนได้สามวัน นับจากวันที่ผลุนผลันออกไปก็สองอาทิตย์กว่าแล้ว หลังจากอยู่ที่นั่นสักพักก็นึกขึ้นได้ว่ามือถือพังไปแล้ว พอซื้อมือถือใหม่โทรหาฮิโรกิก็ได้ความว่า ชินยะคบกับฟุรุยะแล้ว คำอวยพรของเขานี่มันได้ผลจริงๆ

 

“หา?” ชินยะทำหน้างง ก่อนจะมองดูตัวเอง

 

“จริงอะ” หันไปถามฮิโรกิที่ท้าวค้างมองอยู่แล้วพยักหนาให้แบบเบื่อๆ

 

“แกอ้วนแทนน้องแกหรือเปล่า กินแต่เค้กทุกวัน” ฮิโรกิตอบความสงสัยให้ ทุกๆเช้าชินยะจะมีเค้กไม่ก็คุกกี้ติดมือมาตลอด บางวันยังเผื่อแผ่มาถึงเขากับเคตะด้วย

 

“ม่ายๆ คนมันอิ่มเอิบไปด้วยความรักโว้ย ตัวบวมเลย” เคตะแซวขึ้นมาทันที

 

“ปากมากจริง ตกลงว่าฉันอ้วนจริงหรือเปล่า?” คนที่ให้ความสำคัญกับการฟิตร่างกายอย่างเขาเกลียดคำว่าอ้วนกว่าสิ่งใด แล้วนี่มีแฟนแล้ว ถ้าอ้วนขึ้นมาก็แย่สิ

 

“ช่วงนี้ฉันก็ซ้อมบาสทุกวันนา ไม่น่าจะอ้วนนะ” ชินยะบ่นกับตัวเองเบาๆ

 

 

เห็นทีจะต้องเข้าสู่โหมดเต็มรูปแบบเหมือนคราวจะแข่งแล้วแฮะ...

 

 

“มันเครียดแล้ว แกเห็นไหม ไปทักมันทำไม” ฮิโรกิหันไปกระซิบเบาๆกับเคตะ แต่เคตะเอาแต่หัวเราะอย่างไม่สนใจ

 

“ช่างมันดิ ดีแล้ว มันใกล้แข่งแล้วไม่ใช่เหรอ จะได้เต็มที่เลยไง” พูดจบก็หัวเราะอีกรอบ

 

 

 

 

 

 

“ชินยะ นาย....โหดไปมั้ง” คัตสิฮิโกะ ห้องซีที่อยู่ชมรมบาสเก็ตบอลเหมือนกัน ยืนซับเหงื่อดูเขาวิดพื้นอยู่ด้วยสีหน้าเหนือยๆ เมื่อครู่พวกเขาเพิ่งจะวิ่งรอบสนามกันมา

 

“นิดหน่อยน่ะ” ชินยะตอบสั้นๆ

 

 

148

149

150

 

 

“ฟู่ว พร้อมแล้วโว้ยยย ซ้อมได้ๆ” ชินยะเดินไปตบบ่ารุ่นน้องที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เวลาอยู่ในชมรมชินยะจะเข้มงวดเสมอ ถึงแม้จะยังไม่เป็นประธานชุมนุมหรือกัปตันทีม แต่ชินยะก็ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มปีสองฝีมือดีที่เป็นตัวนำทีมอยู่ในตอนนี้ ด้วยความเข้มงวดกับตัวเองย่างสม่ำเสมอ ทำให้รุ่นน้องนับถือ รุ่นพี่ไม่หมั่นไส้

 

ไอ้เรื่องฝีมือกับความขยันซ้อมน่ะ ไม่มีใครสงสัยในเรื่องนี้ ไม่มีใครหมั่นไส้ชินยะเรื่องนี้

แต่ไอ้เรื่องหัวใจมันคนล่ะเรื่องกัน

 

“แฟนมันมาอีกแล้วอะ เห็นแล้วอิจฉา” ทัตสึยะยืนพูดเสียงเศร้าๆอยู่ไม่ไกล รายนี้เพิ่งจะอกหักมาไม่นาน ที่ยืนอยู่ด้วยกันสามสี่คนก็โสดสนิทกันทุกคน ชมรมบาสตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นแหล่งรวมคนโสด ไม่เพิ่งอกหักก็คือยังโสดสนิทกันมานาน มีแต่ชินยะคนเดียวที่เพิ่งจะอินเลิฟ

 

“นั่นน่ะสิ ที่น่าอิจฉาเข้าไปอีกคือ แฟนมันน่ารักง่ะ”

 

“เห็นเค้กที่มันถือมาโรงเรียนไหม แฟนมันทำมาให้น่ะ”

 

“โอ้ยยย น่าอิจฉาอ่า เมื่อไหร่ฉันจะมีกับเขาบ้าง” กลุ่มคนโสดก็ยังคร่ำครวญกันต่อไป

 

“เฮ้ย ไอพวกตรงนั้นน่ะ มาซ้อมได้แล้วโว้ย” เสียงชินยะดังมาแต่ไกล ทำเอาทั้งกลุ่มสะดุ้ง

 

“โธ่ว พวกเราไม่ได้มีกำลังใจดีเหมือนนายนี่” พอพูดจบเท่านั้น เสียงโห่วแซวก็ดังตามมาติดๆ

 

“หุบปากแล้วมาซ้อมซะ” ชินยะพูดเสียงดังทั้งๆที่หน้าแดง

 

“คร้าบๆ”

 

 

 

 

 

 

 

“ขอโทษนะ ต้องมารอฉันซ้อมเสร็จ ทั้งๆที่อุตส่าได้หยุดแท้ๆเลย” ชินยะขอโทษขอโพยทันที วันนี้ตั้งใจไว้ว่าจะไปดูหนังกัน เพราะว่างตรงกันทั้งคู่ แต่รุ่นพี่คาตายามะสุดโหดดันนัดซ้อมเพิ่มเสียนี่

 

“ไม่เป็นไรครับ ผมมาดูก็เพลินดี แต่ล่ะคนเก่งๆทั้งนั้นเลย ให้ผมไปวิ่งขนาดนั้น แค่รอบที่สองก็จอดแล้ว ฮ่าๆๆ” เคตะพูดจบก็หัวเราะสดใส ชินยะเองก็ยิ้ม รู้สึกดีแปลกๆ

 

“ว่าแต่ ชินยะไม่เหนื่อยบ้างเหรอ ออกกำลังซะขนาดนั้น” ถึงอีกฝ่ายจะบอกว่าให้เรียก ชินยะ เฉยๆได้แล้ว แต่เคตะก็ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับมันอยู่ดี ทุกครั้งที่เรียกชื่อเฉยๆ เคตะจะรู้สึกเขินๆอย่างบอกไม่ถูก

 

“วันก่อนเจ้าเคตะบอกว่าฉันอ้วนน่ะ” พอบอกออกไป เคตะก็หันมาทำตาโต

 

“ก็เลยจะลดเหรอ? ผมไม่เห็นว่าจะอ้วนตรงไหนเลยนะ”

 

“อื้ม พอมีคนทักแบบนั้นก็เลยต้องออกกำลังมากขึ้นน่ะ ส่วนนายน่ะ....ช่วยอ้วนกว่านี้หน่อยเถอะ เดี๋ยวเขาจะหาว่าฉันเลี้ยงดูไม่ดี” ชินยะยิ้มเหมือนจะล้อ พลางจับไหล่อีกคนให้หยุดเดิน

 

“ผมไม่ได้ผอมนะ!!” เคตะเถียงเสียงดัง ทำท่าจะพูดต่อแต่โดนชินยะพูดตัดหน้า

 

“แค่ผอมมากเท่านั้นเอง” ชินยะพูดจบ ก็เห็นเคตะทำหน้าฮึดฮัดเหมือนไม่พอใจ แล้วก็ยิ้มขำ

 

“โอเคๆ ไม่ผอมก็ไม่ผอม แต่ว่านะ ตอนนี้ฉันหิวสุดๆเลย ไปหาอะไรกินกันเถอะ แล้วค่อยไปที่บ้าน”

 

“บ้าน?”

 

“ถ้าจะออกไปเที่ยวล่ะก็ ขอไปอาบน้ำก่อนเหอะ ไปทั้งๆอย่างนี้ไม่ไหวหรอก” ชินยะดึงเสื้อที่เปียกไปทั้งตัวให้อีกคนดู ซึ่งเคตะแกล้งจิ้มๆเสื้อแล้วทำหน้ารังเกียจ

 

“เหงื่อเต็มไปหมดเลย”

 

“ทำเป็นรังเกียจไปเถอะ สักวันนายจะรักเหงื่อฉัน!!”

 

“ไม่มีทาง!!”

 

“จะทำให้รักทุกๆอย่างของฉันเลย 10% ของนายน่ะ จะทำให้ใช้มันไม่พอ คอยดูสิ” ชินยะพูดด้วยสีหน้ามุ่งมั่น ส่วนเคตะได้แต่หลบสายตามองไปทางอื่นแล้วก็เดินหนี

 

“ทำให้ได้เร็วๆล่ะ ผมขี้เกียจรอนาน” หันมายิ้มให้แบบที่ชินยะชอบที่สุด เคตะมักจะยิ้มไปทั้งหน้าจนตาโค้ง เป็นรอยยิ้มที่ไม่ว่ามองทีไรก็มีความสุข

 

 

 

 

 

 

“จะทันไหมนะ” เคตะเปรยออกมาเบาๆ ตอนนี้ทั้งสองคนกำลังลงจากรถไฟฟ้า เพื่อไปดูหนัง อีกประมาณสามสิบนาทีหนังจึงจะเข้าแต่ทั้งสองคนยังไม่มีตั๋วเลย ทั้งหมดนี้เป็นเพราะมัวแต่กินข้าวนานไปหน่อย ชินยะเอาแต่ชวนเขาไปกินนู้นกินนี่จนลืมดูเวลา

 

“ไม่ทันก็รอบต่อจากนั้นก็ได้ ไม่เห็นต้องรีบเลย นานๆทีจะได้มาเที่ยวแบบนี้น้า” ชินยะพูดพลางดึงแขนเคตะให้หลบคนที่เดินเบียดมาจนจวนจะชน

 

“ชินยะ” ชินยะหันไปตามเสียงเรียกก็พบสาวสวยในชุดน่ารักคนหนึ่งยืนโบกมือมาให้ ชินยะยืนทื่ออยู่สักพัก ถึงพูดชื่อออกมา

 

 

“อายาเนะ?”

 

 

 

 

 

TBC.


 

 

 

 

 

 

 

วันนี้ขอพล่ามยาวนิดนึง เรื่องที่จะพล่ามได้แก่

1. ขอให้น้ำลดเร็วๆค่ะ เป็นกำลังใจให้ทุกๆคน ฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอ (●`-∀-)b

2. ค่าเงินเยนจงลง ๆ ๆ ๆ ๆ อย่างน้อยให้เท่ากับไม่กี่เดือนที่แล้วก็ดีนะ จะบ้าตาย

3. คิดว่าชินยะเป็นคนชอบใส่เครื่องแต่งกายสีแดงรองจากสีดำ

4. ตอนต่อไปอีกสักพักใหญ่ (ตอนนี้อัพตั้งนานแล้ว แต่เพิ่งมาลงที่บล็อคจ้า) เพราะว่าเค้าติดเกม หัวไม่แล่น 

5. ชินยะหล่อโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

6.เคตะน่ารักโว้ยยยยยยยยยยยยยยยย โว้ยยยยยยยยยยยยยยยยย  โว้ยยยยยยยยยยยยยยยย 


 

 

จบดีกว่า ( ̄▼ ̄|||)

 


 

Comment

Comment:

Tweet

กรี๊ดกร๊าดค่า
ช่วงนี้ไม่ได้เข้าไปอ่านในบอร์ดเลยล่ะ
กลายเป็นมาอ่านในบล็อคแทน sad smile ฮ่าๆ

แต่ว่า ลุ้นจัง อายาเนะ ใครอ๊าาาาา???
แฟนเก่าพี่ชินรึ?!
โอ้วววว รอตอนต่อไปนะจ้ะ
ขิมจังสุ้ๆ