[fic] touch (shinyaxkeita)

posted on 10 Sep 2011 03:24 by kimito
 
Touch.
 
 
 
 
 
 
 
 
บางครั้งการสื่อสารก็ไม่จำเป็นจะต้องผ่านคำพูดเสมอไป....





“ไม่เป็นไรนะครับรุ่นพี่ ผมจะพยายามให้ถึงที่สุดเลยครับ” คาซึฮิโกะรุ่นน้องร่างเพรียวเอ่ยกับเขาในวันที่ทุกคนในชมรมมาเยี่ยม


“ไม่ต้องคิดมากนะโว้ย” ส่วนนี่เป็นเสียงจากริวตะเพื่อนร่วมรุ่น


“ปีหน้ายังมีนะ” มัตสึดะ...


“อาจจะหายทันรอบชิงก็ได้นะ” ยูฮิโกะ...
 
 
 
อีกหลายๆคำปลอบใจที่สมาชิกชมรมบาสเก็ตบอลและเพื่อนร่วมห้องพากันพูดปลอบเขาในวันที่ชินยะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาและพบว่าตัวเองนอนอยู่ที่โรงพยาบาลพร้อมกับขาข้างซ้ายที่มีเฝือกพันอยู่




ขาหัก...




ชินยะ เหม่อมองขาข้างซ้ายตัวเองอย่างใจลอย หัวสมองว่างเปล่า เขากำลังจะแข่งอินเตอร์ไฮนัดแรกในอีกห้าวัน แต่ดันมาถูกรถชนแล้วมาอยู่ในสภาพที่จะต้องถอนตัวจากการแข่งขันไปอีกนานแบบ นี้ คำปลอบใจใดๆก็ไม่สามารถเยี่ยวยาความเจ็บปวดที่เอ่อล้นขึ้นมาในหัวใจได้เลย
 

ชินยะ เล่นบาสตั้งแต่ประถม ที่เล่นก็เพราะชอบ เป็นความคิดของเด็กๆ แต่ว่าพอยิ่งเล่นมากขึ้น เจอคนมากขึ้น ก็ยิ่งรู้สึกว่าต้องเก่งกว่านี้ ต้องพยายามกว่านี้ บาสเก็ตบอลก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปโดยไม่รู้ตัว ตั้งแต่ขึ้นม.ปลายความฝันสูงสุดก็คือแชมป์อินเตอร์ไฮ เขาทุ่มเททั้งกายและใจฝึกฝนอย่างหนัก ผ่านไปหนึ่งปีเพื่อจะได้เป็นตัวจริงในสนามแข่งและเพื่อชัยชนะของทีม




แต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเพียงพริบตาได้ทำลายความฝันและความตั้งใจนั้นลงอย่างไม่มีชิ้นดี...




“มา แล้วจ้า” เสียงสดใสของคนที่เพิ่งเปิดประตูห้องเข้ามาดึงชินยะออกมาจากความคิดหม่นหมอง ชินยะผินหน้าไปมองก็เห็นรอยยิ้มที่คอยเติมกำลังใจให้เขาตลอดมา


“แอปเปิ้ลเขียวกับแดง” ปากเล็กๆนั้นขยับพูดพร้อมกับแขนเรียวยกขึ้นชูถุงพลาสติกที่เต็มไปด้วยแอปเปิ้ล


“ความ จริงน่าจะมีสีส้มบ้างนะ” เจ้าตัวบ่นออกมาเบาๆก่อนจะวางถุงไว้ที่โต๊ะใกล้ๆกับเตียงคนป่วย ก่อนจะเดินมาทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ข้างเตียง


“....” เคตะไม่ได้พูดอะไรอีก ชินยะเองก็เช่นกัน แค่เพียงสบตา เห็นรอยยิ้มจากใบหน้านั้น พร้อมกับอ้อมกอดที่โอบล้อมเขาไว้ มือเรียวของเคตะที่ลูบผมเขาเบาๆราวกับจะปลอบประโลม ชินยะรู้สึกว่าความรู้สึกที่แบกไว้ทั้งหมดละลายหายไป ความรู้สึกที่กักเก็บไว้จนอัดแน่นอยู่ๆก็พรั่งพรูกันออกมา


ชินยะกอด เคตะแน่น หยาดน้ำตาไหลออกมาเงียบๆ เคตะไม่พูดอะไรแต่กอดเขาแน่นกว่าเดิม สัมผัสกอดอบอุ่นและอ่อนโยน แม้ปราศจากคำพูดแต่ชินยะก็ได้รับความรู้สึกจากเคตะมาแล้ว









บางครั้งสัมผัสเพียงเล็กน้อยก็สื่อความรู้สึกได้นับพัน.....
 
 



“ชินยะ เหนื่อยไหม” เคตะหันมาถามเขาที่ใช้ไม้ค้ำเดินอยู่ข้างๆ ชินยะอมยิ้มพร้อมกับส่ายหน้า ยอมรับเลยว่าถ้าไม่ได้รอยยิ้มสดใสของเคตะกับกำลังใจที่อีกคนมักจะส่งมาให้ เสมอๆ ชินยะคงไม่มีความสุขอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้


“หัวเราะอะไร” ชินยะถามทันทีที่ได้ยินเสียงหัวเราะเล็กๆจากคนรัก


“เปล่า ก็....แค่ชอบลายเซ็นตัวเองบนเฝือกอะ ฮ่าๆๆ” ชินยะยิ้มกว้าง พร้อมก้มลงมองขาข้างซ้าย ที่เฝือกสีขาวๆนั้นตอนนี้แทบจะกลายเป็นเฝือกสีส้ม เพราะเจ้าตัวดีที่ยืนข้างๆนี้จัดการวาดงานศิลปะไว้ด้วยปากกาสีส้มเสียเต็มไปหมด


“วาดรูปอะไรก็ไม่รู้” ชินยะขำเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปโอบรอบคออีกคนให้เข้ามาชิด


“ถ้า เดินแบบนี้จะลำบากไหม” หันไปถามเคตะที่ตอนนี้อยู่ใกล้จนชิด ชินยะจูบลงบนกลุ่มผมนุ่มนั้นเบาๆ เคตะส่ายหน้าแรงๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปโอบรอบเอวชินยะ



เคตะไม่เคยบ่นหรือทำท่าทาง ลำบากใจเวลาที่ชินยะเคลื่อนไหวลำบาก ทำอะไรก็ชักช้า ขนาดว่าตัวเขาเองยังรำคาญตัวเองเลย ปกติเขาเป็นคนชอบทำอะไรเร็วๆแต่ต้องเรียบร้อย เดี๋ยวนี้จะทำให้เร็วดั่งใจก็ลำบากแล้วยังต้องทำให้เรียบร้อยเป็นระเบียบ อย่างเคยอีก ชินยะเลยหงุดหงิดประจำ



“ชินยะ แวะนี่แปปนึงสิ” เคตะหันมาบอก ผละออกจากชินยะไป ชินยะมองตามก็เห็นว่าเคตะเดินเข้าไปในร้านที่ขายอุปกรณ์กีฬาที่เขาชอบมาแล้ว ก็ต้องนิ่วหน้าด้วยความสลดใจ


“ชินย้าาา มาแล้วๆ คอยนานไหม” เคตะวิ่งมากอดเข้าเต็มแรง โชคดีว่าถึงจะเต็มแรงแต่ชินยะก็ยังทรงตัวอยู่ได้ ตัวแทบจะปลิวลมแบบเคตะจะมีแรงแค่ไหนกันล่ะ


“ไปทำอะไรมาน่ะ”


“นี่ไง” เคตะพูดพลางยกถุงเล็กๆเห็นเป็นซองใส่สายรัดข้อมือสีเขียว


“ก็ ชินยะชอบมาร้านนี้ใช่ไหมล่ะ ฉันเห็นตั้งนานแล้ว คิดว่าเหมาะกับชินยะดี วันนี้ก็เลยตั้งใจจะซื้อให้” ชินยะเลิกคิ้ว มองอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ๆเคตะถึงได้ให้สายรัดข้อมือ


“ใส่ไว้ตลอดเลยนะ ตอนแข่งก็ด้วยนะ” เคตะพูดออกมาอีกก่อนจะเก็บมันไป แล้วโอบเขาไว้แน่น ซุกหน้าเข้าหาเขาอย่างสุขใจ


“ชินยะ ต้องเท่มากแน่ๆเลย แบบนี้ก็ต้องระวังว่าจะมีคนมาแย่ง” เคตะยังคงพูดเสียงเล็กเสียงน้อยกับอกเขา ชินยะยิ้มอย่างสุขใจ ข้อความที่เคตะส่งผ่านอ้อมกอดนั้นมา ชินยะได้รับมันแล้ว



เดี๋ยวชินยะก็หายแล้วนะ....










เสียงพื้นรองเท้าเสียดสีไปกับพื้นสนาม เสียงลูกบาสกระทบเป็นจังหวะ เสียงเชียร์ของกองเชียร์ของแต่ล่ะทีม ร่างกายชื้นเหงื่อที่อีกไม่นานจะกลายเป็นชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อ จังหวะการหายใจสม่ำเสมอที่อีกไม่นานจะถี่กระชั้น ความรู้สึกหลากหลายอัดแน่นอยู่ในอก ชินยะมาดูการแข่งขันคัดเลือกรอบแรกของโรงเรียน


“นาโอะคุงเนี่ย เก่งเหมือนกันแฮะ” เสียงเคตะพูดขึ้นลอยๆ หลังจากนาโอกิผู้เล่นตำแหน่งสมอลล์ฟอเวิร์ดของทีม ชู้ตลูกสามแต้มลงห่วงเข้าไปอย่างสวยงาม


“หมอนี่ เซียนสามแต้มอยู่แล้ว ไม่พลาดง่ายๆหรอก”


“ความจริงชินยะน่าจะไปนั่งคอยดูเกมอยู่กับอาจารย์อิชิคาวะนะ” เคตะหันมาซบหน้าเข้ากับไหล่เขา


“หึ มีลูกลิงมาด้วยแบบนี้จะไปทำแบบนั้นได้ไง”


“อีกอย่างนะ ไหนๆก็ไม่ได้ไปเล่นแล้วก็ไม่รู้จะไปเครียดกับการแข่งด้วยทำไม อยู่กับลูกลิงแบบนายสบายใจกว่าเยอะ” เคตะฟังก็ยิ้มหวาน


“ก็ดีแล้ว เพราะว่าชินยะต้องอยู่กับลูกลิงอย่างฉันไปทั้งชีวิตเลยนะ” ชินยะยิ้มกว้างก่อนจะหันกลับไปมองสนาม


“แหง สิ ลิงกับคิงคองมันคู่กันไม่ใช่หรือ” ชินยะพูดจบบก็ได้ยินเสียงหัวเราะชอบใจจากคนข้างตัวที่ตอนนี้เกาะแขนเขาไว้ ด้วย ซบไหล่เขาอยู่ด้วย ไม่รู้ว่าในสายตาคนอื่นจะดูหวานเกินไปไหมนะ? สำหรับชินยะแล้วเขาไม่อายที่จะแสดงออกว่ารักเคตะ เคตะเองก็เหมือนกัน เขาเลือกที่จะแสดงออกมากกว่าจะพูดออกมา ตั้งแต่คบกันมา ชินยะจำได้ว่าตั้งแต่คบกันมา เขาบอกรักเคตะไปไม่ถึงห้าครั้งด้วยซ้ำ




แต่มันไม่สำคัญเลย เมื่อในตอนนี้พวกเขาก็กำลังบอกรักกันอยู่....










“อ้ะ นี่ อร่อยอะ ชินยะ” เคตะพูดพลางคีบซูชิหน้าตาน่ากินมาจ่อตรงปากเขา ชินยะไม่ขัดเลยอ้าปากให้อีกคนป้อนโดยดี พอเหลือบไปมองอีกคนก็ต้องยิ้มแก้มปริ


คนเราหนอช่างทำอะไรเหมือนเด็กๆได้แม้จะโตจนเรียนม.ปลายขนาดนี้แล้ว


“อะไรอะ?” เคตะเห็นว่าชินยะหันมามองหน้าแล้วอมยิ้ม เลยอดจะถามไม่ได้


“ข้าวติดปากแน่ะ กินอย่างกับเด็กๆ” ชินยะเอื้อมมือไปเช็ดออกให้ มืออีกข้างเปลี่ยนมาโยกหัวอีกคนเบาๆ


“จะเป็นเด็กน้อยหรือลิงน้อยกันแน่ หืมมม”


“อืมมม ชินยะอยากเลี้ยงเด็กน้อยหรือว่าลิงน้อยล่ะ”


“อืมม อยากเลี้ยงเคตะอะ” ชินยะพูดจบก็ยิ้มจนตาหยี


“ฮ่าๆๆ อื้ม งั้นฉันก็เป็นเคตะนั่นแหละ” เคตะพูดแล้วก็ยิ้มเสียจนตาโค้งตาม เป็นรอยยิ้มของเคตะที่ชินยะชอบเอามากๆ



แม้แต่ตอนนี้เราก็กำลังบอกรักกันอยู่...










เช้าอันแปลกประหลาดมาเยือนครอบครัวฟุรุยะ เมื่อคุณนายฟุรุยะตื่นเช้ามาเจอเคตะลูกชายคนกลางกำลังขมักเขม้นทำอะไรบางอย่างอยู่ในครัว

“ทำอะไรน่ะ เคตะ”


“ข้าวกล่องครับ”


“ลูกทำข้าวกล่องเองเนี่ยนะ”


“ก็เห็นๆกันอยู่” เคตะพูดน้ำเสียงเหมือนจะงอน ไม่พอยังหันไปค้อนแม่ใหญ่


“ปกติไม่เคยเห็นคิดจะทำ”


“พอ ดีช่วงนี้ชินยะขาเจ็บ ผมเห็นว่าเดินไม่ค่อยสะดวก เลยอยากทำข้าวกล่องไปให้จะได้ไม่ต้องเดินไปกินที่โรงอาหาร” เคตะพูดพลางจัดกล่องข้าวให้เรียบร้อย


“ชินยะคุงจะกินได้ไหมล่ะนั่น”


“แม่ก็ ต้องกินได้สิฮะ ผมทำให้เชียวน้า” เคตะพูดทำหน้ายู่ เดินมาหอมแก้มแม่ก่อนจะวิ่งขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัว




เคตะบอกรักชินยะอีกแล้วนะ....










ชินยะ มองข้าวกล่องในมือเคตะอย่างมึนงง ปกติเคตะเป็นคนไม่เข้าครัวไม่ใช่หรือ? แต่ว่าพอเห็นใบหน้ายิ้มแย้มอย่างดีใจแบบนั้นแล้วคำถามต่างๆก็ถูกละความสนใจไปหมด


“ขอบคุณครับ”


“กินด้วยกันนะ ทำมาเยอะเลย กลัวว่าชินยะจะไม่อิ่ม” เคตะยิ้มสดใสเช่นเดิม เป็นรอยยิ้มที่เป็นของล้ำค่าของชินยะ เขาจะไม่ยอมเสียมันไปเด็ดขาด


ข้าวกลางวันของวันนั้นอาจจะไม่ได้อร่อยมากนัก แต่ว่าก็เป็นมื้อกลางวันที่มีความสุขมากที่สุด











เชื่อไหมว่า เราจะเห็นและได้ยินในสิ่งที่เราไม่เห็นและไม่ได้ยินมัน






“อรุณสวัสดิ์” เคตะที่รีบวิ่งมาเปิดประตูบ้านก็เจอชินยะยืนยิ้มเผล่อยู่หน้าบ้าน ในที่สุดชินยะก็กลับมาเดินได้เหมือนเดิมเพราะว่าขาหายดีแล้ว แต่ว่าก็ยังใช้กำลังขามากไม่ได้เพราะว่าไม่ได้ใช้มานานพอควร


“ชินยะ มาเร็วจัง” เคตะไม่ได้พูดเปล่าแต่ทิ้งตัวลงมากอดชินยะด้วย


“อื้ม ก็....อยากมาหาเร็วๆ ไม่ได้หรือไง”


“ได้สิ เพราะว่าฉันก็อยากเจอชินยะเร็วๆเหมือนกัน”






เห็นหรือเปล่า ความรักของชินยะ....

ได้ยินหรือเปล่า ความรักของเคตะ....









“อ้ะ ฝนตก” เสียงเคตะดังขึ้นก่อนที่เจ้าตัวจะถอนหายใจอย่างหดหู่


“ไม่ได้เอาร่มมาด้วย” ชินยะพูดต่อ นิ่วหน้ามองสายฝนที่โปรยปรายลงมาไม่หยุดด้วยความขัดใจ


“อ๊าาา ต้องกลับไปดูวันพีชไม่ทันแน่ๆเลยอ้ะ” ชินยะยิ้มขำ เรื่องการ์ตูนของให้บอก เคตะติดเรื่องไหนแล้วจะเป็นเอามาก คราวก่อนชินยะเดือนร้อนเพราะดราก้อนบอลเอามาฉายใหม่ ทำเอาอดไปไหนมาไหนตอนเย็นกลายเป็นต้องไปนั่งดูอนิเมะกันที่บ้านแทน และคราวนี้เป็นทีของวันพีช...


“ไม่เห็นเป็นไรเลย เดี๋ยวก็หาดูใหม่ได้”


“แต่ มันไม่เหมือนกันนี่นา” เคตะทำหน้ายุ่ง ก่อนจะเงียบไปอย่างใช้ความคิด ส่วนชินยะตอนนี้กำลังใช้หัวอย่างหนักหาคำพูดมาให้เคตะเลิกคิดมาก


“ชินยะ ไปกันเถอะ” เคตะหันมาดึงแขนเสื้อเขาแรงๆ ชินยะเลิกคิ้วถามอย่างไม่เข้าใจ ไปไหน?


“กลับบ้านกัน”


“....”


“ไปทั้งอย่างนี้แหละ”


“จะบ้าเหรอ เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก”


“ไม่เป็นไร ถ้าชินยะเป็นหวัด ฉันจะดูแลเอง” ดูพูดเข้าสิ ชินยะทำหน้ายุ่ง เขาห่วงตัวเองเสียที่ไหน ห่วงคนพูดน่ะสิไม่ว่า


“ไป นะๆๆ” ข้อเท็จจริงอีกอย่างของฟุรุยะ เคตะก็คือ เมื่อต้องการอะไรมากๆแล้ว ก็ต้องได้แบบนั้น ไม่งั้นก็จะงอนไปอีกสามวันสี่วัน ถึงแม้ว่าจะยอมพูดด้วยดีๆแล้วก็เถอะ


“ก็ได้ๆ” ใครจะไปสู้ลูกอ้อนได้....











“อาบน้ำเลย” ชินยะสั่งทันทีที่เข้ามาถึงในห้อง ทั้งสองคนมาที่ห้องชินยะ ด้วยเหตุผลที่ว่าห้องชินยะใกล้กว่าบ้านเคตะ


“อือๆ”


“ชินยะเช็ดผมไปพลางๆนะ จะรีบอาบให้เร็วที่สุดเลย”






“เอ้า” ชินยะหันไปมองคนข้างๆที่ตอนนี้มีสมาธิจดจ่อกับหน้าจอโทรทัศน์ พร้อมกับตะเกียบที่คีบข้าวคำพอดีๆไปให้


“อือ” เสียงตอบรับเบาๆจากเคตะ ก่อนเจ้าตัวจะอ้าปากรับ



“ขอบคุณน้าา ชินยะใจดีจัง” พอเวลาโฆษาคั่นเคตะก็โถมตัวเข้ามาซบ ชินยะเลิกคิ้วอย่างเป็นคำถาม


“ก็ที่อุตส่าป้อนข้าวให้ไง”
 


“เรื่องแค่นี้เอง ไม่เห็นต้องขอบคุณเลย” ชินยะเอื้อมมือไปกอดคอเคตะไว้


“นี่ ชินยะ...”


“หืม?”


“....” เคตะไม่ได้พูดอะไร แต่หันมาจูบชินยะเบาๆ ก่อนจะยิ้มเขินๆแล้วหันไปสนใจโทรทัศน์ต่อ ทิ้งให้ชินยะนั่งยิ้มหน้าแดงอยู่แบบนั้น














หากคุณหลับตา คุณจะเห็นในสิ่งที่ไม่เห็น




หากคุณปิดหู คุณจะได้ยินสิ่งที่ไม่ได้ยิน







หากคุณเปิดใจ คุณจะได้สัมผัสรัก....













I touch you, you touch me…
Do you feel it?
It’s our love.












END.
 
 
 
 
 
 
 
อิอิ แต่งตั้งนานแล้วล่ะ แต่ว่าเพิ่งเอามาลงบล็อค ก่อนส่งโปรเจค (พูดแล้วหดหู่)
หลังจากนี้ก็ยุ่งมากมายกับโปรเจคและสอบอย่างจริงจัง ปิดเทอมจะทำทุกอย่างให้เต็มที่เลยยย
แล้วปีหน้าก็จะไปอัพเทิร์นให้ได้เลยยยย

Comment

Comment:

Tweet