[fic] fall in love (shinya x keita) ,,ch.4

posted on 07 Aug 2011 09:42 by kimito

x Titile: fall in love

x Author: TANIkhim (nami, shinken)

x Fandom: Lead

x Pairing: T. Shinya x F. Keita

x Summary: shinya crushes on someone he met at the coffee shop :)

x A/N: my inspiration is from Lead's song "Fall in love", i love this song so i wrote the fic


 

 

 

Chapter four;

 

 


 

 

 

 

ฟุรุยะ เคตะกำลังขมักเขม้นอยู่กับการเช็ดโต๊ะให้เรียบร้อย ตอนนี้ลูกค้าในร้านบางตา โต๊ะก็เริ่มว่างมากขึ้นเยอะ ถ้าเป็นหน้าเทศกาลอย่างวาเลนไทน์หรือคริสมาสต์ร้านก็จะเต็มไปด้วยลูกค้าไปจนถึงห้าทุ่มซึ่งก็คือเวลาปิดร้านเลย หลังจากเช็ดโต๊ะเสร็จไปเรียบร้อย จัดเก้าอี้ให้เข้าที่ ตาเล็กๆก็เหลือบไปมองนาฬิกาบนผนังถึงได้เห็นว่า ตอนนี้เวลาสามทุ่มสิบห้านาทีแล้ว

 

ไม่รู้ว่าคนคนนั้นจะมาหรือยัง...

 

เคตะยังไม่ได้โทรไปหา เพราะกำลังชั่งใจว่าควรจะโทรไปดีหรือไม่ ถึงอีกฝ่ายจะเป็นฝ่ายเอ่ยปากบอกเองว่าให้โทรไป แต่เคตะก็ยังไม่มีความกล้าพอจะโทร ก็พฤติกรรมแบบที่ทำงานเสร็จแล้วโทรไปเรียกคนมารับเนี่ย...มันไม่แปลกสำหรับคนที่เพิ่งรู้จักกันวันนี้หรอกเหรอ? เคตะหยิบเศษกระดาษที่ชินยะจดเบอร์โทรศัพท์มาให้ ความจริงจะเมมไว้ในมือถือเลยก็ได้ตอนที่ชินยะบอกว่าจะให้เบอร์ไว้ แต่เคตะเห็นว่าเป็นเวลางานคงไม่เหมาะเท่าไหร่ เลยให้ชินยะจดมาให้แทน เห็นตัวเลขที่เรียงกันอยู่แล้วก็ต้องยิ้ม ขนาดว่ารีบๆก็ยังเขียนได้เรียบร้อยดี แสดงว่าต้องเป็นคนใส่ใจรายละเอียดพอตัว

 

“ยืนยิ้มอะไร จะเลิกงานแล้วนะ นายนั่นยังไม่มาเลย” อากิระเดินเข้ามาด้วยหน้าบูดๆ บ่งบอกถึงอารมณ์เป็นอย่างดี

 

“ก็...เพราะยังไม่มาน่ะสิ ถึงได้คิดหนักอยู่นี่ไง” อากิระเลิกคิ้วอย่างสงสัย ชะโงกหน้าเข้ามามองเศษกระดาษในมือ

 

“โทรไปสิ ยังไงวันนี้ฉันก็ไม่มีทางเลือกเพราะว่าต้องไปบ้านมาจังต่ออีก แล้วฉันก็ไม่ยอมให้นายกลับคนเดียวแน่” อากิระร่ายยาว เอามือท้าวสะเอว เคตะมองภาพนั้นขำๆ บางครั้งอากิระก็ทำตัวเหมือนแม่เข้าไปทุกที

 

“ยังจะมาขำ นี่จริงจังนะ ไหน เอามาสิ” พูดไปก็เอามือตบเข้าที่กระเป๋ากางเกงทั้งสองข้าง เพื่อหามือถือของคนตัวเล็กกว่า พอรู้ว่าอยู่ข้างไหน ก็ยังเอามือล้วงออกมาอีกแหน่ะ ถ้าไม่สนิทกันจริง รับรองได้ว่าเคตะต่อยหน้าไปแล้ว พอได้มาก็ดึงเศษกระดาษไปจากมือเขาแล้วก็จัดการต่อสายเองเสร็จสรรพ เคตะมองตาปริบๆก่อนจะถอนหายใจเบาๆอย่างปลงๆ

 

“ฮัลโหล นาย...ทานิอุจิใช่ไหม” อากิระหันไปทำหน้าถามเคตะ ที่พูดตอบมาว่า”ทานิอุจิ” ก็เขาไม่รู้จักคนคนนี้เสียหน่อยจะให้พูดไปโดยไม่ถามไถ่ก็คงจะเสียมารยาทไป พลางหันหน้าออกไปนอกร้าน แล้วก็ต้องทำหน้าเซงทันที เมื่อเห็นว่าคนที่คุยด้วยยืนอยู่นอกร้าน

 

“นายจะรับทำไมเนี่ย” อากิระบ่นหลังจากเห็นว่าอีกฝ่ายเข้ามาในร้านแล้ว

 

“โทดที ก็ไม่รู้นี่” ความจริงแล้วชินยะมาถึงพอดีกับที่อากิระเข้ามาคุยกับเคตะ และกำลังช็อคกับภาพอากิระล้วงกระเป๋ากางเกงของเคตะจนเผลอกดรับมือถือโดยลืมคิดไปว่า คนในร้านอาจจะโทรมาก็ได้

 

“เคตะไปเก็บของอยู่ เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว อ้าว?” ดูเหมือนอากิระเพิ่งสังเกตเห็นว่า มีใครอีกคนมาด้วย แน่นอนว่าคนคนนั้นก็คือฮิโรกินั่นเอง

 

“หวัดดี” ฮิโรกิพูดอย่างเกร็งๆ ยังสะเทือนใจไม่หาย

 

“คนเมื่อตอนเย็น? จะว่าไป...ก็คุ้นๆหน้าเหมือนกันนะ” อากิระพูดเบาๆ เหมือนใช้ความคิด

 

“เริ่มคุ้มแล้วใช่ม้า พี่ฮิโระไง จำไม่ได้เหรอ สมัยเด็กๆไงอากิระ ที่ย้ายบ้านออกมาตอนอากิระจะขึ้นป.สี่” ฮิโรกิได้ยินอย่างนั้นก็ร่าเริงทันที

 

“พี่ฮิโระ!!!!” อากิระเผลอทำเสียงดัง พอรู้ตัวก็รีบก้มหัวขอโทษคนอื่นๆในร้านทันที

“พี่ฮิโระ คนนั้นน่ะเหรอ” อากิระถามอีกครั้ง ดูท่าทางตกอกตกใจเอาการอยู่ แต่ไม่ทันที่ฮิโรกิจะตอบอะไรไป เคตะที่เก็บของเสร็จเรียบร้อยพร้อมกับกล่าวลาอามาริซังเจ้าของร้านเสร็จแล้วก็เดินมา

 

“อัคคุง เก็บของมาให้แล้วด้วย ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าสิ นายเองก็ต้องรีบนะ” เคตะยิ้มหวานพลางชูกระเป๋าให้ดูว่าเก็บมาเรียบร้อยแล้ว

 

“อ้ะ ขอบใจมาก เคจัง งั้นรอแปปนึงนะ” อากิระยิ้มตอบแล้วก็ขอตัวไปเปลี่ยนชุดกลับให้เรียบร้อย เพราะว่าที่ร้านจำเป็นต้องใส่เครื่องแบบ จริงๆก็ไม่ได้มีอะไรมาก เป็นแค่เสื้อยืดสีฟ้าอ่อนที่มีชื่อร้านเท่านั้นเอง ส่วนอื่นๆก็แค่ต้องการความสุภาพดูแล้วสะอาดสะอ้านเป็นพอ  ไม่นานนักอากิระก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ

 

“งั้นกลับก่อนนะ เคจัง กลับดีๆล่ะ” พอพูดจบ อากิระหันไปมองชินยะที่ยืนเงียบๆมานานด้วยตาขวางๆ

 

“นาย ถ้าดูแลเพื่อนฉันไม่ดี ฉันเอานายตายแน่”

 

“ทราบแล้วขอรับ” คำพูดล้อเลียนของชินยะ ทำให้อากิระฮึดฮัด แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร หันมายีผมเคตะเล่นสองสามครั้งก่อนจะเดินออกไป

 

“อ้าว เดี๋ยวสิ เฮ้ย ไปก่อนนะ ไอ้ชิน เจอกันพรุ่งนี้  บ๊ายบาย ฟุรุยะจัง” ฮิโรกิกล่าวลาลวกๆแล้วรีบวิ่งออกไป

 

“เอ...ทำไมนาคาโดอิซังต้องตามอากิระไปด้วยล่ะครับ” เคตะไม่รู้ว่าฮิโรกิกับอากิระรู้จักกันมาก่อน แล้วก็ไม่รู้เรื่องเมื่อตอนเย็นด้วยเลยไม่เข้าใจสถานการณ์เท่าไหร่นัก ชินยะก็เลยเล่าให้ฟังคร่าวๆระหว่างที่กำลังเดินออกจากร้าน

 

“อ๋อ แบบนี้นี่เอง ว่าแต่นาคาโดอิซังเนี่ย จำคนเก่งจังเลยนะครับ ถ้าเป็นผมคงจำไม่ได้ไปเลย” เคตะเงยหน้าไปมองคนที่เดินอยู่ข้างกัน ก็เห็นว่าชินยะมองตัวเองอยู่ก่อนแล้ว พอเป็นแบบนั้นก็เลยหันกลับแทบไม่ทัน จนไม่ได้สังเกตว่าคนที่เดินอยู่ด้วยเห็นปฏิกิริยาแบบนั้นก็ยิ้มเขินๆคนเดียว

 

“จะว่าไป นายก็สนิทกันน่าดูนะกับเพื่อนคนนี้ ท่าทางจะหวงนายมากเลยด้วย” เคตะได้ยินก็ต้องขำ ท่าทางอากิระก็คงเป็นแบบนั้นจริงๆนั่นแหละ แต่สีหน้าคิดไม่ตกกับท่าทางจริงจังเสียเหลือเกินของคนพูดนี่สิ ทำให้ขำยิ่งกว่า เวลาอยู่กับเพื่อนก็ดูไร้สาระอยู่หรอก แต่พออยู่คนเดียวแบบนี้ทำไมถึงได้ดูจริงจังนัก

 

“ถ้าไม่สนิทก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้วล่ะครับ อากิระเหมือนลูกอีกคนของบ้านผมเลย ฮ่าๆๆ ตั้งแต่ม.ต้นก็สนิทกันเร็วมากเลย จะมองว่าไม่กี่ปีก็ใช่นะครับ แต่ว่าไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมสนิทกันขนาดนี้ คงเป็นเพราะนิสัยจู้จี้ของอากิระด้วยล่ะมั้ง พอผมทำอะไรเหลาะแหละ เขาก็จะมาจี้ให้ทำจริงจัง เพราะแบบนั้นแน่ๆเลย” เคตะพูดไปก็ยิ้มไป นึกถึงเวลาที่อากิระดุบ่อยๆเวลาสอนการบ้าน

 

“แต่ว่าอากิระไม่ได้หวงผมขนาดนั้นหรอก ถ้าบอกว่าห่วงน่าจะใช่มากกว่านะครับ” เคตะพูดแล้วหันไปยิ้มให้ ชินยะไม่ตอบอะไรได้แย่ยิ้มกลับไป พอเห็นชินยะไม่ตอบอะไร เคตะเลยคิดว่าตัวเองคงเผลอพูดมากไปหน่อย

 

“แล้วทานิอุจิคนพี่ล่ะครับ สนิทกับสองคนนั้นมานานหรือยัง” เคตะเลยคิดว่าต้องเป็นฝ่ายชวนคุยบ้าง

 

“อืมมม ถ้าเป็นเจ้าฮิโระก็รู้จักตั้งแต่ประถมปลาย แต่ถ้าเจ้าเคตะก็เพิ่งจะม.ปลายนี่เองนะ ถึงจะดูเหมือนสนิทแต่ว่าเคตะมันเป็นคนเก็บความลับเก่งมาก มีอะไรไม่ค่อยจะบอกหรอก ยกเว้นเรื่องคนอื่น มันต้องรู้หมด” พูดจบก็ทำหน้าปลงตก ใช่...สำหรับชินยะแล้ว ทาจิบานะ เคตะคือปีศาจดีๆนี่เอง

 

“แต่ข้อดีของมันก็คือ จริงใจ นี่แหละ” หรือเปล่าหว่า? ชินยะแอบคิดในใจ หรือควรจะบอกว่ารักเพื่อน ในความหมายของชินยะ ชินยะคิดว่า ถ้าหากเขามีเรื่องทุกข์ร้อนอะไร เคตะจะอยู่ช่วยเหลือเขาเป็นลำดับแรกๆเลยทีเดียว นั่นแหละคือ ทาจิบานะ เคตะ

 

“แค่นั้นก็พอแล้วมั้งครับ”

 

“อื้ม ถึงมันจะกวนประสาทไปบ้างแต่ก็โอเคนะ” พูดจบก็ขำกันทั้งคู่ ที่ชินยะเดินไปพร้อมๆกันได้โดยไม่ได้หยุดเพราะยูมิบอกไว้แล้วว่าบ้านเคตะอยู่ใกล้ๆโรงเรียน ไว้พอถึงทางตรงนั้นก็ค่อยถามอีกฝ่าย

 

“เอ้อ เค้กน่ะ ทำทุกวันเลยเหรอ” ชินยะหันไปถามด้วยสีหน้าสงสัย จำได้ว่าเจ้าตัวบอกว่าชอบทำขนม

 

“ครับ ถ้าไม่เค้กก็ทำพวกคุกกี้ แต่คุกกี้ทำง่ายกว่าเยอะครับ”

 

“จริงสิ ตอนเช้าผมให้เค้กไป ไม่ได้ถามเลยว่าทานเค้กได้หรือเปล่า แย่จริงๆ” อยู่ๆ เคตะก็ทำเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ ซึ่งเจ้าตัวก็เพิ่งนึกขึ้นได้จริงๆ จากประสบการณ์ที่ทำเค้กมาฝากเพื่อนมาสองสามปี เคตะก็เจอพวกที่ไม่กินของหวานเหมือนกัน

 

“ช้าไปแล้วมั้ง” ชินยะหัวเราะทันทีที่เห็นใบหน้าที่เหมือนจะงอนก็ไม่เชิงจะเขินก็ไม่ใช่ของอีกฝ่าย

 

“ล้อเล่นน่า จริงๆก็ไม่ได้ถึงกับกินไม่ได้หรอก แต่ถ้าหวานไปก็ไม่ไหวน่ะ โชคดีที่เค้กวันนี้ไม่หวานมาก” จริงๆแล้วมันหวานมากในความคิดชินยะ ไม่ได้หวานที่เค้ก...หวานจนเขาคิดว่าเขาอาจจะตายอย่างสงบหลังจากกินเค้กชิ้นนั้นก็ได้(เลี่ยนอีกแล้ว)

 

“ผิดกับคนน้องเลยนะครับเนี่ย รายนั้นชอบกินขนมมากๆเลย”

 

“เพราะแบบนั้นเลยสงสัยไงว่าทำไมไม่อ้วน” ได้ยินชินยะแขวะน้องสาว เคตะก็ถึงกับหลุดขำ

 

 

หลังจากนั้นก็คุยสัพเพเหระเรื่อยมา จนไปถึงตรงที่เขาเจอฟุรุยะครั้งแรก ชินยะเลยถามทางต่อ ได้ความมาว่า ปกติตอนเช้าๆฟุรุยะจะใช้ทางนี้มาเพราะว่าใกล้กว่า แต่ว่าตอนกลางคืน ต่อให้ใจกล้ายังไงก็คงไม่ใช้ตรอกมืดๆเด็ดขาด ก็เลยเดินผ่านถนนซอยถัดไปที่เป็นซอยกว้างๆและสว่างกว่ามาก เดินแค่ไม่กี่นาทีก็ถึงหน้าบ้านหลังหนึ่ง ตกแต่งสวนดูอบอุ่นแม้จะเป็นตอนกลางคืนก็ตามที แต่แสงไฟประดับในสวนเล็กน้อยทำให้เห็นชัดว่า เจ้าของบ้านรักต้นไม้เพียงใด ป้ายหน้าบ้านบอกไว้ว่า บ้าน ฟุรุยะ....

 

“โห สวนสุดยอดเลย” ชินยะเอ่ยชมทันที เขาเองก็เป็นคนชอบสีเขียวธรรมชาติของต้นไม้ เพียงแต่ว่าเป็นพวกชอบทุ่งหญ้ามากกว่าต้นไม้ครึ้มๆ เพราะเขาชอบที่โล่งๆ

 

“คุณพ่อได้ยินต้องยิ้มหน้าบานแน่ๆเลย” เคตะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แต่ว่าก็มีร่องรอยของความเขิน

 

“ผิดกับที่บ้านฉัน ที่บ้านฉันออกจะโล่งๆน่ะ เวลาหน้าร้อนก็แทบแย่แน่ะ” เคตะยิ้ม กำลังจะอ้าปากพูด แต่ว่าได้ยินเสียงดังออกมาจากบ้านว่า “เคจังกลับมาแล้วเหรอ”

 

“ความรู้สึกไวเหมือนเดิม” เคตะพูดพลางส่ายหน้า

 

“น้องสาวผมเองครับ แต่ว่าไม่มีอะไรหรอก แค่ชอบเห่อเวลาพี่ชายกลับบ้าน เพราะคิดว่าจะต้องมีอะไรติดมือมาฝาก” ชินยะยิ้มขำๆ ดูเหมือนว่าน้องสาวคนนี้จะแสบพอๆกับคนที่บ้านเขาเลย ชินยะกำลังจะตอบ แต่ได้ยินเสียงเดิมดังมาจากบ้านแต่ครั้งนี้ใกล้กว่าเก่า

 

“ม๊า เคจังมากับผู้ชาย!!”

 

“ไม่ใช่อัคคุงด้วยอะ ผู้ชา