[fic] fall in love (shinya x keita) ,,ch.3

posted on 01 Aug 2011 05:16 by kimito

x Titile: fall in love

x Author: TANIkhim (nami, shinken)

x Fandom: Lead

x Pairing: T. Shinya x F. Keita

x Summary: shinya crushes on someone he met at the coffee shop :)

x A/N: my inspiration is from Lead's song "Fall in love", i love this song so i wrote the fic


 

 

 

Chapter three;

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“โอ๊ะ”

 

 

“อากิระ!!!”  ฮิโรกิที่ละความสนใจจากบรรดาเค้กและขนมหวานต่างๆตรงหน้ามาสนใจพนักงานที่ถามเขาเมื่อครู่ก็ต้องตกใจเมื่อพนักงานที่ว่าเป็นคนที่รู้จักดี

 

 

“เอ๋?” แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่คิดเช่นนั้น เพราะนอกจากจะทำหน้าไม่เข้าใจแล้วยังดูตกใจอีกด้วย

 

 

“คือ....รับอะไรดีครับ” หลังจากเงียบกันไปสักพัก พนักงานที่ฮิโรกิเรียกว่าอากิระก็เป็นฝ่ายตั้งสติและถามขึ้นมาก่อน

 

 

“เอ่อ ทาร์ตมะนาว ช็อคโกแลตเค้ก แล้วก็บราวนี่” ฮิโรกิตอบไปทั้งๆที่ยังไม่ละสายตาจากคนตรงหน้า ในใจก็ได้แต่สงสัย ยิ่งมองก็ยิ่งใช่....แล้วทำไมอีกคนถึงทำเหมือนไม่รู้จักเขาเสียอย่างนั้น

 

 

“ทานที่นี่นะครับ?”

 

“อืม”

 

“โกโก้ปั่นเพิ่มด้วยสองแก้วค่ะ” เป็นเสียงยูมิพูดแทรกขึ้นมา ฮิโรกิสะดุ้งเหมือนไม่รู้ตัวว่ามาสั่งด้วยกันสองคน

 

 

“ยูมิสั่งให้พี่ชินไงคะ” ยูมิหันไปตอบฮิโรกิที่ทำหน้างงอยู่ข้างๆ

 

 

“ว่าแต่รุ่นพี่รู้จักพนักงานคนนี้ด้วยเหรอ แล้วทำไมเขาไม่เห็นจะรู้จักรุ่นพี่เลยล่ะคะ” ยังซักถามต่อไปอย่างสนใจ ฮิโรกิที่หายจากอาการมึนงงแล้ว ได้แต่คิดในใจว่าทำไมพี่น้องสองคนถึงได้ต่างกันนัก ชินยะจะเป็นพวกอยู่เฉยๆรอคนอื่นมาบอก  ไม่สนใจใคร่รู้เรื่องของคนอื่น พูดง่ายๆว่าถ้ามันไม่พูดออกมาเอง ชินยะก็ไม่คิดจะยุ่ง แต่ว่ากับน้องสาวเนี่ย…ถ้าท่าจะเป็นคนขี้สงสัย ชินยะคงลำบากแย่เลยแฮะ

 

 

“ก็รู้จักกันตอนเด็กๆอะ สักตอนประถม แต่ว่าพอฉันย้ายบ้านมาก็ไม่ได้เจอกันอีก” ตอบเสร็จฮิโรกิก็หันไปบอกตำแหน่งโต๊ะ เพื่อที่เขากับน้องสาวเพื่อนจะได้กลับไปนั่งรอกันเสียที

 

 

“โห เค้าจำไม่ได้ก็ไม่แปลกหรอกค่ะ” ยูมิพูดระหว่างที่เดินกลับมา ฮิโรกิได้ยินดังนั้นก็ทำหน้าบูด  

 

 

“เป็นอะไร ฮิโระ ทำหน้าบูดแบบนั้น หน้าตาที่ไม่ดีอยู่แล้วมันจะยิ่งไม่ดีเข้าไปใหญ่นา” เคตะถามขึ้นมาทันทีที่ทั้งสองคนกลับมานั่งที่เรียบร้อยแล้ว แน่นอนว่าฮิโรกินั่งกับเคตะ ส่วนยูมินั่งข้างพี่ชาย

 

 

“ก็รุ่นพี่นาคาโดอิน่ะ ไปทักพนักงานคนหนึ่ง แล้วเค้าทำเหมือนไม่รู้จักรุ่นพี่อะ แต่รุ่นพี่บอกว่าเคยรู้จักตอนเด็กๆ” ยูมิตอบทันที ไม่ได้สนสักนิดว่าเขาไม่ได้ถามตัวเอง ฮิโรกิได้แต่มองมาอย่างงอนๆ

 

 

“จริงอะ พนักงานร้านนี้มันอะไรนักหนาวะ  เพื่อนฉันแต่ล่ะคนถึงได้ สนใจกันนัก” เคตะหันไปถามคนข้างๆทันที แล้วก็บ่นเล่นๆตั้งใจจะแซวอีกสองคน

 

“เงียบน่า นี่ ชินยะ นายจำ อากิระได้ไหม เด็กมีเขี้ยวที่นายบอกว่าหน้าเหมือนแมวอะ” ฮิโรกิยังทำหน้าบูดเนื่องจากยังผิดหวังที่อีกฝ่ายจำตัวองไม่ได้ แล้วก็หันไปถามชินยะที่ตอนนี้นั่งมองเคาท์เตอร์จ่ายเงินอยู่อย่างใจลอย

 

 

“…” ฮิโรกิรอคำตอบตอบจากชินยะ เมื่อเห็นว่าไม่ตอบก็มองตามสายตาชินยะว่ากำลังสนใจอะไรอยู่ ทั้งโต๊ะที่เห็นอย่างนั้นก็เลยหันตามไปด้วย ก็พบว่าชินยะกำลังมองฟุรุยะที่ตอนนี้กำลังยิ้มแย้มอย่างน่ารักพร้อมกับรับออร์เดอร์จากลูกค้าสาวๆหลายคนที่ต่อคิวซื้ออยู่

 

 

“ไอ้ดำอินเลิฟว่ะ” เคตะหันมาพูดกับฮิโรกิที่ตอนนี้หันมาขำอย่างอ่อนใจกับความเพ้อของเพื่อนตัวเอง

 

 

“เฮ้ย ไอ้แป๊ะ มีสติหน่อย” ฮิโรกิที่ยังไม่หยุดขำก็หันไปพูดดังๆกับชินยะ แล้วก็ดีดนิ้วสองสามทีข้างหน้าชินยะ ส่งผลให้เจ้าตัวที่กำลังมองเพลินๆสะดุ้งทันที

 

 

“ห๊ะ อะไร” พอหลุดออกมาจากโลกส่วนตัวได้ ภาพที่เห็นก็เป็นเพื่อนสองคนกับน้องสาวตัวเองกำลังขำตัวเองกันใหญ่ นึกขึ้นได้ว่าตัวเองเผลอมองฟุรุยะอยู่นานสองนานก็พอจะรู้สาเหตุ คิดได้แบบนั้น ชินยะก็หน้าแดงขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

 

 

“แน่ะ ยังจะมาหน้าแดง ถ้าเป็นเอามากขนาดนี้ ก็ชวนไปเดทเลย” ฮิโรกิได้ทีก็เลยแซวเข้าไปอีกหนึ่งดอก พร้อมกับข้อเสนอแนะที่ทำเอาชินยะหน้าแดงกว่าเดิม

 

 

“เฮ้ย จะบ้าเหรอ” ชินยะหน้าแดงแล้วก็ตาโตเท่าไข่ห่านด้วยความตกใจ แต่พอตั้งสติได้ก็แอบเห็นด้วยกับเพื่อนเล็กๆ

 

 

“บ้าอะไรกันครับ ทานิอุจิคนพี่” คำเรียกแบบนี้เป็นคนอื่นไม่ได้นอกจากฟุรุยะที่ชินยะแอบมองอยู่เมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว ทำเอาชินยะกับฮิโรกิสะดุ้ง

 

 

“ขี้ตกใจจัง ผมก็ไม่ได้มาเงียบๆนะเนี่ย” ฟุรุยะยิ้มขำๆ พร้อมกับค่อยๆวางจานเค้กกับแก้วน้ำลงบนโต๊ะ

 

 

“ที่สั่งไว้ มีทาร์ตมะนาว ช็อคโกแลตเค้ก บราวนี่แล้วก็โกโก้ปั่นสองที่นะครับ” ฟุรุยะทวนรายการอีกครั้ง แล้วก็มองของบนโต๊ะอย่างละเอียด ฮิโรกิตอบไปว่า “อืมม” พยายามกลั้นหัวเราะ เพราะขำหน้าแดงๆของชินยะ

 

 

“เอาเป็นว่าครบแล้วนะครับ ทานให้อร่อยนะครับ” ฟุรุยะยิ้มแล้วก็โค้งให้เล็กๆก่อนจะขอตัวไปทำงานต่อ

 

 

“ขยันทำงานดีจัง~ พี่สะใภ้แบบนี้ดีจังเลยน้า~พี่ชินต้องจีบให้ติดรู้ไหม!!” ยูมิหันมาพูดกับพี่ชายที่ตอนนี้สติหลุดกับคำว่า ‘พี่สะใภ้’ ไม่ต้องพูดถึงฮิโรกิกับเคตะที่ตอนนี้หัวเราะกันอย่างสะใจ

 

 

“รู้แล้วน่า” ชินยะตอบทั้งๆที่หน้าแดง ทำเอาที่เหลือได้แต่อมยิ้ม

 

 

“เอ้า นี่โกโก้ปั่นสั่งมาเผื่อ” ยูมิยื่นแก้วโกโก้ไปให้ แล้วก็ต้องพูดต่อทันทีที่เห็นหน้างงๆของพี่ชาย “ไม่ได้จ่ายให้นะ”

 

 

“น่าๆ นายก็เลี้ยงหน่อยสิ อุตส่ามานั่งกินร้านที่รักนายนะ” ฮิโรกิตอนนี้ เลื่อนจานเค้กช็อคโกแลตของโปรดมาไว้ตรงหน้า แล้วเลื่อนบราวนี่ไปไว้หน้าเคตะ ซึ่งส่งสายตาตอบมางงๆ

 

 

“สั่งมาให้ไง ส่วนที่ไม่สั่งให้ไอ้ชินเพราะว่า ฉันว่ามันไม่ต้องกินไรแล้วล่ะ แค่เค้กชิ้นนั้นก็คงอิ่มไปทั้งวันแล้ว กร๊ากกก” แล้วทั้งโต๊ะก็ฮาลั่นกันอีกครั้งเมื่อฮิโรกิปล่อยของอีกรอบ ชินยะที่ดูดโกโก้ปั่นอยู่เงียบๆแทบจะสำลัก

 

“ล้อกันเข้าไปเถอะ ว่าแต่แกมีอะไรจะพูดไม่ใช่เหรอ ฮิโระ” ชินยะที่นึกขึ้นได้ว่าฮิโรกิมีเรื่องจะพูดกับเขาเลยถามขึ้นมาอย่างไม่ได้ใส่ใจอะไร แค่อยากเปลี่ยนหัวข้อสนทนาให้มันพ้นๆเรื่องตัวเองเสียที แต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อฮิโรกิทำหน้าสลด

 

 

“อืม ก็จำอากิระได้หรือเปล่า เด็กเขี้ยวที่แกบอกว่าหน้าเหมือนแมวอะ”

 

 

“คนในรูปที่เห็นที่บ้านแกอะนะ” เลิกคิ้วถามไปอย่างแปลกใจ แล้วก็ได้คำตอบมาเป็นการพยักหน้าเบาๆ

 

 

“อืมมม ก็พอจำได้ ทำไมวะ” ชินยะทำหน้านึกแล้วก็ถามกลับไปด้วยความสงสัยเพราะที่เคยไปบ้านฮิโรกิคราวนั้นก็ผ่านมานานแล้ว ส่วนใหญ่เวลาไปเล่นเกมกันก็มักจะไปบ้านเคตะ

 

 

“ก็เค้าทำงานที่นี่อะ ฉันทักไปแต่เค้าจำฉันไม่ได้ว่ะ” ชินยะมองเพื่อนที่ทำหน้าสลดอยู่อย่างเห็นใจ แต่ไหนแต่ไรฮิโรกิเป็นคนเฮฮา สนุกสนานแล้วก็มีความสามารถในการจดจำใครๆเก่งมาก เพราะอย่างนั้นเวลาไปที่ใหม่ๆเจอคนใหม่ๆ ฮิโรกิมักจะจำได้เร็วมาก ถัดมาก็จะเป็นเคตะที่จำหน้าและชื่อคนเก่ง ส่วนเขาอะไรที่ไม่ใช่ตรรกะ ชินยะจะจำไม่ค่อยได้ พอเจอคนที่รู้จักและมั่นใจว่าจำได้แต่เขากลับจำตัวเองไม่ได้มันเลยค่อนข้างจะเป็นเรื่องที่เฮิร์ทฮิโรกิพอสมควร

 

 

“อืมม แต่นั่นมันตอนเด็กๆสมัยประถมต้นเลยไม่ใช่เหรอ ถ้าจำไม่ได้ก็ไม่แปลกหรอก ไว้เข้าไปคุยสิ บางทีเค้าอาจจะจำได้ก็ได้นะ” ชินยะบอกไปตามที่คิด ส่งผลให้ฮิโรกิสีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย

 

“ฉันว่าเค้าน่าจะรู้จักกับฟุรุยะของนายนะ เพราะว่าทำงานด้วยกันนี่นา” ฮิโรกิพูดขึ้นมาหลังจากรู้สึกดีขึ้นนิดหน่อย แต่ก็ยังอดที่จะแซวเพื่อนไม่ได้อยู่ดี แต่ครั้งนี้ชินยะตั้งสติได้แล้ว เลยไม่เขินหน้าแดงอีก

 

 

“ก็คงอย่างนั้นล่ะมั้ง” ชินยะตอบปัดๆแล้วก็หันไปดูดโกโก้ต่ออย่างไม่ใส่ใจเพื่อนที่เลิกคิ้วอย่างแปลกใจ

 

 

“ชินยะ เดี๋ยวเย็นนี้ฉันไปส่งน้องแกเอง ถ้าแกกล้าไปส่งเค้าที่บ้าน” เคตะที่นั่งเงียบมานานเป็นคนพูดประโยคที่ทำให้ชินยะแทบจะสำลักโกโก้(รอบที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้)

 

 

“แก จะ บ้า เหรอ” ชินยะพูดออกมาทีล่ะคำอย่างช้าๆ จากที่อุตส่าเก็กหน้านิ่งมาได้เมื่อไม่กี่วินาทีที่แล้วต้องกลับมาหน้าแดงกว่าเดิม ในใจก็ได้แต่คิดว่า ทำไมเขาต้องโดนแซวแบบนี้ตลอดด้วย มันสนุกมากไหม??!!

 

 

“หน้าฉันเหมือนล้อเล่นเหรอ” ชินยะมองไปก็เห็นว่าทำหน้าจริงจังอยู่หรอก แต่ใครจะรู้หมอนี่อาจจะแค่เก็กหน้าขรึมแต่ในใจแอบหัวเราะอยู่ก็ได้ ร้ายกาจ…ปีศาจทาจิบานะ



“อื้อ นั่นสิพี่ชิน บ้านฟุรุยะคุงอยู่แถวๆโรงเรียนอะ ไม่ไกลมากนะ” ยูมิก็ดันเห็นดีเห็นงามไปด้วยอีก ชินยะหันมามองอย่างไม่เข้าใจ

 

 

“เหมือนเธอจะอยากได้เป็นแฟนมากกว่าฉันอีกนะ”

 

 

“อะไรกัน หึงเหรออออ” ฮิโรกิแซวขึ้นมาทันที

 

 

“จะบ้าเหรอ พอเลยพวกนายนี่น้า เฮ้ออ” ชินยะถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจกับเพื่อและน้อง

 

 

“เอาไงๆ” เคตะถามเร่งขึ้นมาทันที ชินยะคิดหนัก ใจจริงก็อยากจะไปส่งอยู่เหมือนกัน แต่ก็กลัวว่าจะดูแปลกเกินไป ในเมื่อเพิ่งเจอกันวันแรก แถมตัวเขาเองยังเป็นพี่ของเพื่อนอีก แล้วมันจะไม่ดูแปลกเหรอ ทั้งๆที่มากับน้องแต่ว่าดันให้น้องกลับก่อนแล้วตัวเขารออยู่ส่งกลับบ้าน

 

 

“มันไม่แปลกๆเหรอ”

 

 

“แปลกตรงไหนก็แกชอบเค้านิ”

 

 

“ก็เค้าไม่รู้”

 

 

“ก็บอกสิ” เคตะเป็นคนพูดคำนี้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

 

“จะบ้าเหรอ เพิ่งเจอกันวันนี้เองนะ”

 

 

“เหอ ทีเค้ายังให้เค้กแกมากินเลย” เคตะเลิกคิ้วขึ้นข้างนึง เหมือนจะถามว่า “แบบนั้นไม่แปลกหรือไง”

 

 

“มันก็จริงนะ”

 

 

“แต่ยูมิว่าไม่แปลก เป็นปกติของฟุรุยะคุงที่จะมีน้ำใจ แล้วอีกอย่างนะพี่ชินอย่าลืมสิว่า พี่ชินเป็นพี่ชายยูมินะ ฟุรุยะคุงเป็นเพื่อนร่วมห้องก็คงจะอยากแสดงน้ำใจ ในโอกาสที่ได้รู้จักกันด้วย” ยูมิพูดขึ้นมาอย่างมีเหตุผล

 

 

“มันก็จริงนะ”

 

 

“พูดคำอื่นเป็นไหมเนี่ย” ฮิโรกิพูดแทรกทันทีที่ชินยะตอบออกมาแบบนั้น

 

 

“ตกลงว่าจะเอายังไง” ได้ยินดังนั้น ชินยะก็เลิกคิ้วมองทั้งสามคน ทำหน้าประมาณว่า “ต้องตอบใช่ไหม” เขาไม่เข้าใจสักนิด ทำไมจะต้องมายุ่งอะไรกับการตัดสินใจของเขาด้วย ชินยะถอนหายใจออกมายาวๆ

 

 

“นี่ หวังดีนะ แต่ถ้ายังไม่พร้อมก็ไม่ต้องเครียดไป” เคตะพูดแล้วก็ยิ้มให้กำลังใจ ชินยะพยักหน้ารับเบาๆ ค่อยโล่งขึ้นมาอีกนิด

 

 

“แต่ถ้าเค้ามีแฟนไปก่อน ฉันก็ไม่รู้ด้วยนะ” เคตะพูดจบ ฮิโรกิก็ขำทันที ส่วนชินยะที่เพิ่งจะมีกำลังใจนิดหน่อยเมื่อครู่ก็ต้องกลับไปทำหน้ายุ่งใหม่ นี่มันหลอกให้ตายใจชัดๆ

 

 

“เออออออ” ชินยะทำหน้าบูดตอบไปอย่างไม่ใส่ใจนัก ทำไมเขาต้องโดนแกล้งตลอดเลยเนี่ย ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้มันไม่ได้เป็นแบบนี้สักหน่อย

 

 

 

 

 

 

 

 

“งั้นแยกกันตรงนี้นะ” เคตะพูดขึ้นมาหลังจากทั้งสี่คนออกมาจากร้านเป็นที่เรียบร้อย ก่อนจะแยกตัวออกไปพร้อมยูมิ….

 

 

“ตกลงว่านายเองก็จะอยู่รอคุยกับคนที่ชื่ออากิระ?” ชินยะหันมามองคนข้างๆที่ตอนนี้กำลังทำหน้าเหม่อลอย เหมือนกำลังคิดอะไรอยู่

 

 

“แก คงไม่คิดว่าเคตะมันชอบน้องแกหรอกใช่ไหม?” ฮิโรกิไม่ตอบคำถาม แต่กลับถามเขาแทน

 

 

“จะบ้าเหรอ แกก็รู้ว่าน้องฉันไม่ใช่สเป็คมัน อย่างมันต้องสวยๆ ดูมีเสน่ห์ น้องฉันเป็นแบบนั้นซะเมื่อไหร่ อีกอย่างฉันว่ามันแอบมีใครแบบลับๆอยู่แล้วว่ะ” พอจบคำชินยะ ฮิโรกิจับไหล่เขาเขย่าทันที

 

 

“ว่าไงน้าาา มันมีแฟนแล้วเรอะ แล้วบังอาจไม่บอกเพื่อนคนนี้ได้ไง” ฮิโรกิสติแตกทันที โวยวายใส่ชินยะที่อยู่หน้าร้าน

 

 

“ไม่รู้โว้ยย ไม่แน่ใจ แค่คิดแบบนั้น ก็มันไม่เห็นจะชอบใครเลย” คำตอบของชินยะทำเอาฮิโรกิหมดอารมณ์

 

 

“ไม่รู้จริงก็อย่าพูดดิว้า”

 

“แล้วแกจะตื่นเต้นไปทำไม มันไม่ใช่เมียแกสักหน่อย โวยวายหยั่งกับเมียมีชู้”

 

 

“ฉันกำลังหาทางให้มันเป็นอยู่”

 

 

“มันจะเป็นเมียแกหรือแกจะเป็นเมียมันกันแน่” ชินยะส่ายหน้าทำหน้าระอา ถ้าอย่างเคตะจะเป็นเมียใครก็มาเอาหัวทานิอุจิ ชินยะคนนี้ไปเลยดีกว่า รู้กันไปสามโลกว่ามันถึกกว่าเขาอีก แล้วจะมาเป็นเมียไอ้ขี้ก้างฮิโรกิเนี่ยนะ ฝันไปชาติกว่า

 

 

“เอามันลงด้วยเหรอ ถามจริง” ชินยะถามต่อ ได้คำตอบเป็นหน้าตารับไม่ได้ของฮิโรกิ

 

 

“โอเค ฉันเลิกกับมันแล้วกัน ไม่เอามันเป็นเมียแล้ว” ฮิโรกิส่ายหน้า แล้วหันมามองหน้าชินยะอย่างใช้ความคิด

 

 

“อะไรอีกล่ะ ฉันก็ไม่เป็นเมียแกนะขอบอก แล้วก็ไม่เอาแกเป็นเมียด้วย” ชินยะทำหน้ารับไม่ได้สุดๆ จนฮิโรกิหมั่นไส้

 

 

“ถ้าเป็นเมียแก ฉันไปเป็นเมียไอ้เคตะยังดีซะกว่า อย่างน้อยมันก็ไม่ดำ!! ฉันจะบอกว่าให้แกไปถามฟุรุยะของแกสิ ว่าเลิกงานกี่โมงต่างหาก!!” ฮิโรกิเน้นชัดๆที่คำว่า “ดำ” ทำเอาชินยะทำหน้ายุ่ง

 

 

“อืม ก็ได้” ชินยะนิ่วหน้าแต่ก็ยอมตกลงไป ฮิโรกิขมวดคิ้วอย่างแปลกใจที่อยู่ๆก็ว่าง่ายขึ้นมาเสียอย่างนั้น หรือจะงอนที่ด่าว่า ดำ แต่ไม่ได้ต่อความชินยะก็เปิดประตูเข้าไปเสียแล้ว

 

 

“อยู่ๆก็กล้าขึ้นมาซะอย่างนั้นน่ะ” ฮิโรกิได้แต่ยืนมองแผ่นหลังขอเพื่อนตัวเองอย่างลุ้นๆปนงง

 

 

 

 

 

“เอ่อ ฟุรุยะ…” ชินยะที่กำลังจะอ้าปากถามต่อก็ต้องโดนขัดด้วย เสียงเข้มๆแทรกขึ้นมาว่า

 

 

“มีอะไรครับ” ชินยะเลยหันไปตามเสียงก็เห็นว่าน่าจะเป็นคนที่ฮิโรกิบอกว่าชื่ออากิระ เพราะก่อนออกมาฮิโรกิแอบชี้บอกเขาไว้ก่อนแล้ว แต่ชินยะก็ไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่ ก็จะสนใจได้ไงในเมื่อ ฟุรุยะยืนอยู่หลังคนนั้นนี่ แล้วคนคนนี้นอกจากจะพูดขัดแล้วยังเดินมายืนกั้นอีกต่างหาก

 

 

“เอ่อ…คือว่า” ชินยะที่กำลังจะพูดก็โดนขัดอีกครั้ง คราวนี้เป็นเสียงเล็กๆที่เขาจำได้ดีนัก

 

 

“อากิระ ไม่มีอะไรหรอก นี่ พี่ชายของเพื่อนน่ะ” แล้วทั้งสองคนก็หันไปคุยสองสามคำ ก่อนที่คนที่ชื่ออากิระจะเดินหลบไป

 

 

“อะไรน่ะ” ชินยะถามทันทีที่ฟุรุยะก้าวมาหา

 

 

“เพื่อนสนิทผมน่ะครับ เค้าชอบเป็นห่วง กลัวจะมีคนมายุ่มย่าม” เคตะพูดไม่ทันจบดี เสียงของอากิระก็แทรกเข้ามาเสียก่อน

 

 

“แหงสิ ถ้าเกิดมีเหมือนไอ้เจ้ามือปลาหมึกวันนั้น นายจะทำไง!!” เคตะได้ยินก็ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะยิ้มให้ชินยะ

 

 

“ว่าแต่มีอะไรหรือเปล่าครับ” ชินยะลืมคำถามไปแล้ว ตั้งแต่ได้ยินอากิระพูด

 

 

“ใครมาทำอะไรเหรอ?” ชินยะขมวดคิ้วอย่างข้องใจนัก ไม่ได้รู้ตัวเลยว่า หน้าตาเขาตอนนี้จริงจังมากแค่ไหน

 

 

“เอ่อ ลูกค้าเมื่อวันก่อนน่ะครับ ช่วงร้านใกล้ปิดก็มาจากไหนไม่รู้ มาสั่งกาแฟแล้วก็ทำท่าว่าจะลากผมไปจากร้าน” เคตะยังคงอธิบายอย่างใจเย็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ชินยะกลับตรงกันข้าม

 

 

“แล้วเป็นอะไรไหม เจ็บตรงไหนหรือเปล่า” ชินยะถามแล้วก็มองคนตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า จนลืมไปแล้วว่าที่เคตะเล่าเป็นเรื่องของเมื่อหลายวันก่อน ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดในช่วงนี้

 

 

“เอ่อ ไม่เป็นไรครับ เพราะได้อากิระช่วยไว้ได้ก่อน แล้วมันก็ผ่านมานานแล้วด้วย” เป็นครั้งแรกที่ชินยะเห็นริ้วสีชมพูอ่อนๆ เรื่อบนแก้มใสๆนั้น ดูเหมือนเขาจะทำให้ฟุรุยะเขินเข้าเสียแล้ว แต่จะว่าเขาเอาแต่ใจก็ได้ เพราะอยากจะให้ฟุรุยะเขินแบบนี้บ่อยๆ

 

 

“อืม ดีแล้วล่ะ ก็จริงๆแล้วจะมาถามว่าปกติเลิกงานกี่โมงเหรอ?” คราวนี้ถึงคราวเขาเขินเสียแล้วสิ

 

 

“เอ๋? ก็ประมาณสามทุ่มครึ่งครับ ผมไม่ทำกะดึกน่ะครับ มาสเตอร์เห็นว่ายังเรียนอยู่ด้วยก็เลยยืดหยุ่นเวลาให้พอสมควร” ชินยะมอง ฟุรุยะที่เอียงคอสงสัยในตอนแรกแล้วก็ยอมคำถามของเขา ไม่รู้ว่ารู้ตัวหรือเปล่าว่าท่าทางแบบนั้นมันน่ารัก

 

 

“อืมม งั้น เอ่ออ...............ให้ ไป ส่ง ได้ ไหม” ชินยะรู้สึกราวกับว่าเขาตะโกนอะไรออกไป ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วเป็นแค่เสียงกระซิบ ชินยะไม่ได้มองหน้าเคตะอยู่ จึงไม่ได้เห็นว่า ตอนนี้แก้มใสๆนั้นแดงขึ้นมากว่าเมื่อครู่อีก

 

 

“ความจริง.....ปกติผมกลับพร้อมกับอากิระ เพราะอากิระยืนยันว่าจะไปส่งให้ได้ แต่ว่าจะบอกอากิระให้แล้วกันนะครับ ว่าวันนี้จะมีคนไปส่งแล้ว” ชินยะที่ใจแป้วไปด้วยประโยคแรกกับความเงียบยาวนานที่เกิดขึ้นหลังเขาพูดประโยคนั้นออกไป รีบเงยหน้าขึ้นมามองทันทีแล้วก็ต้องหน้าแดงหนัก เมื่อเห็นว่าคนพูดเองก็เขินอยู่ไม่ใช่น้อย

 

 

“แต่ว่า....ทานิอุจิคนพี่จะรอจนถึงสามทุ่มครึ่งเลยหรือครับ?” เคตะหันไปมองนาฬิกาบนผนัง ที่ตอนนี้บอกเวลาว่า เพิ่งจะหกโมงสิบนาที

 

 

“เอ่อ ก็คงอยู่แถวๆนี้ก่อน แล้วสักสามทุ่มกว่าจะมาล่ะมั้ง เอาเบอร์ไปสิ ถ้าเสร็จก็โทรมาก็ได้นะ” พูดไปก็หน้าแดงไป เกิดมายังไม่เคยให้เบอร์ผู้ชายด้วยกันเองในลักษณะแบบนี้มาก่อน

 

 

“เป็นมุกขอเบอร์ที่เนียนดีครับ” เคตะพูดจบก็ยิ้มขำๆ ทำเอาชินยะเขินจนลืมเบอร์โทรศัพท์ตัวเองไปเลย ก็ถ้าเขาโทรไปทานิอุจิคนพี่ ทานิอุจิคนพี่ก็จะได้เบอร์เขาไปน่ะสิ ถึงได้บอกว่ามันเนียน…

 

 

“อย่าลืมโทรมานะ แล้วก็ห้ามกลับกับคนอื่นก่อนนะ” หลังจากให้เบอร์ไปเสร็จสรรพ ชินยะย้ำอีกครั้งก่อนจะเดินออกจากร้านไป ยังแปลกใจตัวเองว่ามีความกล้าขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่

 

 

 

 

 

“ตกลงว่ายังไง?” ทันทีที่เดินออกมาได้ ก็เจอกับฮิโรกิที่ยืนเล่นโทรศัพท์อยู่ แล้วเจ้าตัวก็ยิงคำถามใส่เขาทันที

 

 

“เลิกสามทุ่มครึ่งคร้าบบบบ” ชินยะตอบพลางยิมแป้น แต่ฮิโรกิกลับขมวดคิ้ว

 

 

“เอ๊? เพื่อนฉันไปตกหลุมอะไรมาหรือเปล่า ท่าทางดูไม่ค่อยเต็ม” ฮิโรกิถามเพื่อที่ปูทางให้ตัวเองได้แซวเพื่อน แต่ว่า....

 

 

“อื้มม ตกเต็มๆเลย” ชินยะตอบเสียงระรื้น แถมยิ้มกว้างมากๆ ฮิโรกิที่ตกใจกับความแปลกไปของเพื่อนก็เริ่มถอยหนี

 

 

 

 

 

 

 

“หลุมรักน่ะ”

 

 

“.....”

 

 

“อยากไปโรงพยาบาลไหม เดี๋ยวฉันพาไปนะ” ฮิโรกิถามหลังจากอึ้ง(ไว้อาลัย)ไปห้าวินาทีเต็มๆ ปกติชินยะไม่ใช่คนที่จะมาเสี่ยวหรือพูดอะไรหวานเลี่ยนแบบนี้ คนที่ทำน่ะมันเขาไม่ใช่ไอ้ดำนี่ แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น

 

“เว่อร์ไปๆ ฉันก็แกล้งไปงั้นแหละน่า เออ ตกลงว่าไอ้คนที่แกชี้ให้ดูอะ ชื่อ อากิระ จริงๆนะ เป็นเพื่อนกับฟุรุยะน่ะ ท่าทางสนิทกันน่าดู”

 

 

“จริงอะ”

 

 

“เห็นบอกว่าปกติกลับด้วยกัน”

 

 

“แฟนกันหรือเปล่าเนี่ย” ฮิโรกิทำหน้ายุ่งทันที พอกันกับชินยะ

 

 

“ไม่ใช่หรอก ไม่งั้นฟุรุยะจะยอมกลับกับฉันได้ไง”

 

 

“เอ๊? มิน่าล่ะ แกถึงได้ดูปัญญาอ่อนนักตอนออกมาจากร้านเมื่อกี้” อดไม่ได้จะจิกกัดเพื่อนด้วยความหมั่นไส้

 

 

“จะว่าอะไรก็เรื่องของแกเถอะ” เสียงนกเสียงกาเสียงฮิโรกิไม่มีผลต่อชินยะอีกต่อไป เพราะตอนนี้เขามัวแต่คิดถึงคำพูดที่ว่า ‘แต่ว่าจะบอกอากิระให้แล้วกันนะครับ ว่าวันนี้จะมีคนไปส่งแล้ว’ กับท่าทางเขินอายของอีกฝ่าย ยิ่งคิดถึงชินยะก็อดจะยิ้มไม่ได้

 

 

“อ้าวๆ อย่าเพิ่งหนีไปโลกหน้า กลับมาก่อนนนน” เสียงฮิโรกิดึงชินยะกลับมาสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้ง

 

 

“แล้วจะเอาไง จะไปไหน?” ฮิโรกิถามต่อเมื่อเห็นเพื่อนตัวเองมีสติกลับมาเรียบร้อยแล้ว

 

 

“อืมมม ถ้าแถวๆนี้ก็คงไม่พ้น...” ชินยะพูดแล้วก็หันมามองฮิโรกิ ทั้งสองยิ้มให้กัน

 

 

“ห้องไอ้ริว!!” พูดจบก็หัวเราะแล้วก็เดินคุยกันไปตลอดทาง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

TBC.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

-----------------------

เย้ๆ ในที่สุดก็ปั่นตอนนี้ออกมาจนได้ แล้วก็จบไปอีกตอนหนึ่งแล้วว ตอนนี้ก็แรกๆลำบากทีเดียว แต่ว่าตอนหลังค่อนข้างจะลื่นเลยนะ แล้วก็เผลอปล่อยความเสี่ยวออกไปอีกแล้วสิ เอิ๊กกก

เบื่อกันหรือยัง พี่ชินกันไปสามตอนแล้ว เพราะงั้นตอนหน้าเราจะไปเกาะติดเคจังกันบ้างงง~ เอิ้ววววววว

 

 


Comment

Comment:

Tweet

แอบหลงเข้ามาอ่าน น่าร้ากกกกกกกกกกกมากเลยยย

แอบหลงเคตตะตามชินยะไปด้วยได้ไหมเนี้ย

(โดนชินยะพลักออก)

รอตอนหน้านะคะ

#1 By Dorapee (125.24.240.210) on 2011-08-01 08:26